บทความ
อำลารถคันรัก เมื่อไม่ได้ขับต้องคืนป้ายทะเบียน !

รถยนต์เก่าที่ไม่ได้ใช้งาน คือ ภาระทางใจที่จำเป็นต้องจัดการให้เรียบร้อย เพราะต้องคืนป้ายสู่ระบบปิดตำนานรถของเราอย่างสมบูรณ์Highlight
สำหรับคนรักรถ การต้องโบกมือลา “รถคันเก่า” ที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาหลายปี คงเป็นความรู้สึกที่ใจหายไม่น้อย รถคันเดิมที่เคยพาเราไปทุกที่ วันนี้กลายเป็นจอดนิ่งสนิทอยู่ในบ้าน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเพราะได้รถใหม่มาแทน รถหมดสภาพซ่อมไม่คุ้ม หรือไม่มีใครขับอีกต่อไป ในทางกฎหมายแล้ว หากเราตัดสินใจ “เลิกใช้รถ” คันนั้นอย่างถาวร สิ่งสำคัญที่ต้องทำไม่ใช่แค่การจอดทิ้งไว้เฉยๆ หรือขายซาก แต่คือการแจ้งระงับการใช้รถ และคืนแผ่นป้ายทะเบียน ให้ถูกต้องตามกฎหมาย
หลายคนอาจคิดว่า “ก็จอดไว้ในบ้านเฉยๆ ไม่ได้เอาออกไปวิ่งบนถนน ทำไมต้องไปแจ้งขนส่งให้ยุ่งยาก ? ” คำตอบ คือ "ภาษีรถยนต์ " ตราบใดที่เราไม่ได้ไปแจ้งระงับการใช้รถกับกรมการขนส่งทางบก "ระบบจะยังคงคิดภาษีรถยนต์ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ทุกปี" โดยไม่มีการหยุดนิ่ง หากปล่อยทิ้งไว้เกิน 3 ปี ทะเบียนรถจะถูกระงับโดยอัตโนมัติ และสิ่งที่จะตามมาคือ "ค่าปรับภาษีย้อนหลัง" ที่งอกเงยขึ้นมาโดยที่เราไม่ได้ใช้รถเลยสักนิด ผู้ใช้รถจำเป็นเดินเรื่อง “แจ้งไม่ใช้รถตลอดไป” และคืนป้ายทะเบียน จึงเป็นวิธีที่ถูกต้อง
ถ้าตัดสินใจแล้วว่ารถคันนี้จะไม่ได้ไปต่อกับเรา ให้เตรียมเอกสาร และเดินทางไปยังสำนักงานขนส่งที่รถคันนั้นจดทะเบียนอยู่ โดยมีขั้นตอนดังนี้
1. เตรียมเอกสารให้พร้อม
2. ยื่นคำขอที่ขนส่ง
3. ชำระภาษีค้างจ่าย (ถ้ามี)
4. ส่งมอบป้าย และเล่ม
ตาม พรบ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 กำหนดไว้ชัดเจนว่า หากเจ้าของรถยื่นคำขอแจ้งการไม่ใช้รถตลอดไป (หรือกรณีรถยนต์ถูกระงับทะเบียนเพราะค้างภาษีเกิน 3 ปี) ต้องส่งคืนแผ่นป้ายทะเบียนรถภายใน 15 วัน นับแต่วันที่แจ้ง หรือโดนระงับ หากฝ่าฝืน หรือไม่ส่งคืนตามกำหนด มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท พร้อมบวกเบี้ยปรับ 1 % ต่อเดือน
การถอดป้ายทะเบียนคืนหลวง อาจดูเหมือนเป็นการปิดฉากสถานะของรถคันนั้นอย่างเป็นทางการ แต่สิ่งที่ไม่หายไป คือ "ความทรงจำ"ก่อนจะแกะป้ายทะเบียนออก อย่าลืมถ่ายภาพคู่กับรถคันเก่งเป็นครั้งสุดท้าย ที่สำคัญคือการทำกฎระเบียบได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นสิ่งที่เราทุกคนที่ใช้รถต้องจดใจไว้


