เรื่องเด่น Quattroruote
LEAPMOTOR B10 การขับขี่ และออพชันที่ลงตัว
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ที่ตัดสินใจเลือกซื้อโดยพิจารณาถึงปัจจัยด้านสิทธิประโยชน์ต่างๆ ถือว่าได้ข้อเสนอที่คุ้มค่าอย่างแท้จริง โดยมีค่าใช้จ่ายใกล้เคียงกับรถยนต์ขนาดเล็กอย่าง FIAT PANDA (เฟียต ปันดา) เท่านั้น แม้จะคำนวณราคาทั้งหมดแบบไม่รวมสิทธิประโยชน์เหล่านี้ LEAPMOTOR B10 (ลีพมอเตอร์ บี 10) ก็ยังสามารถดึงดูดให้ผู้บริโภคจำนวนมากหันมาพิจารณารถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจังได้สำเร็จ ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราส่วนราคาต่ออุปกรณ์ที่ติดตั้งมาให้ และความคุ้มค่าโดยรวมที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ด้วยราคาที่ 33,400 ยูโร (และอาจลดลงเหลือราว 30,000 ยูโร เมื่อรวมส่วนลดจากผู้จำหน่าย) สำหรับรถ C-SUV ขนาดความยาวตัวถังประมาณ 4.5 เมตร มาพร้อมอุปกรณ์ครบครัน ถือเป็นระดับราคาที่แทบจะหาไม่ได้เลยในรถเครื่องยนต์สันดาปภายในที่มีระดับใกล้เคียงกัน ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้ใช้งานมีความพร้อมด้านการชาร์จไฟฟ้าที่บ้าน (ซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่สูงเกินไป และใช้งานได้จริง) ความคุ้มค่ายิ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากประเด็นพื้นฐานเกี่ยวกับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว สิ่งสำคัญ คือ การพิจารณาทั้ง จุดเด่น และข้อจำกัด ของรถยนต์ไฟฟ้าคันนี้อย่างรอบด้าน เพราะในปัจจุบัน LEAPMOTOR B10 ถือเป็นหนึ่งในรถที่ทำให้เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย และสร้างความสนใจจากผู้บริโภคในวงกว้างมากที่สุดรุ่นหนึ่ง
ด้วยระยะเวลาการก่อตั้งเพียง 10 ปีจากประเทศจีน และการรุกตลาดภูมิภาคยุโรปผ่านความร่วมมือกับกลุ่มยานยนต์ STELLANTIS บแรนด์ LEAPMOTOR ก็เริ่มเป็นที่รู้จักแล้วจากรถซิทีคาร์รุ่นยอดนิยมอย่าง LEAPMOTOR T03 (ลีพมอเตอร์ ที 03) และ D-SUV อย่าง LEAPMOTOR C10 (ลีพมอเตอร์ ซี 10) โดย LEAPMOTOR B10 ถูกวางตำแหน่งให้อยู่กึ่งกลางระหว่างสองรุ่นดังกล่าว และในอนาคตอันใกล้จะมีการเพิ่มรุ่นย่อยที่มาพร้อมระบบขยายระยะทาง (RANGE EXTENDER) เข้ามาเสริมทัพอีกด้วย
สำหรับเวอร์ชันไฟฟ้าล้วน (PURE ELECTRIC) มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าด้านหลังเพียงชุดเดียว ให้กำลังสูงสุด 218 แรงม้า และมีให้เลือก 2 ระดับการตกแต่ง ได้แก่ รุ่นเริ่มต้น LIFE ซึ่งมีตัวเลือกแบทเตอรี 2 ขนาด คือ 56.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง ราคา 29,900 ยูโร และรุ่น STYLE มีความจุที่ 67.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง ราคา 31,900 ยูโร ขณะที่รุ่นสูงกว่าอย่าง DESIGN จะมาพร้อมแบทเตอรีขนาดใหญ่เพียงแบบเดียว
ก่อนหน้านี้ ผู้เขียนมีโอกาสทดลองขับรุ่น DESIGN (ตามภาพด้านบน) เป็นระยะเวลาสั้นๆ ไปแล้วเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา (เดือนพฤศจิกายน ปี 2025) ต้องยอมรับว่ารถคันนี้สร้างความประทับใจไม่น้อย ทั้งในด้านพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง ความสะดวกสบาย งานประกอบที่ดูดี ระบบความบันเทิงที่ล้ำสมัย รวมถึงประสิทธิภาพโดยรวมที่อยู่ในเกณฑ์ดี แม้จะมีจุดที่ยังขาดความเร้าใจในการขับขี่อยู่บ้าง แต่โดยภาพรวมแล้วถือว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ทำออกมาได้ลงตัวดีทีเดียว
เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หลากหลาย
หลังจากการทดสอบอย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น โดยมีข้อมูลตัวเลขจากศูนย์ทดสอบเข้ามาสนับสนุน ผู้เขียนขอยืนยันว่าความประทับใจแรกเริ่มที่มีต่อ LEAPMOTOR B10 นั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตาม การใช้งานจริงตลอดการทดสอบเป็นเวลาหลายวันเผยให้เห็นว่า การอยู่ร่วมกับรถคันนี้ในระยะยาวกลับไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เนื่องจากลักษณะเฉพาะตัวบางประการ โดยลักษณะนิสัยเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับ LEAPMOTOR B10 เพียงรุ่นเดียว แต่ยังพบได้ในรถยนต์จากประเทศจีนบางรุ่น ประเด็นหลักอยู่ที่การตอบสนองระหว่างผู้ขับขี่กับตัวรถที่ยังไม่ลื่นไหลเท่ากับรถจากฝั่งยุโรป ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น ระบบปรับอากาศที่ต้องใช้ความพยายามพอสมควรในการตั้งค่าให้อุณหภูมิคงที่ตามต้องการ หรือแม้แต่การป้องกันกระจกเป็นฝ้าในสภาพอากาศฝนตก และเมื่อพูดถึงฝนตก ผู้ใช้จะพบว่า รถคันนี้ไม่มีที่ปัดน้ำฝนด้านหลัง ซึ่งอาจเป็นแนวทางที่พอรับได้ในรถทรงคูเปที่เน้นความลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ แต่สำหรับครอสส์โอเวอร์ที่มีส่วนท้ายค่อนข้างตั้งชันเช่นนี้ ถือเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นอย่างยิ่ง
หากต้องการไล่ฝ้ากระจก การสั่งงานก็ต้องทำผ่านไอคอนขนาดเล็กบนหน้าจอสัมผัส ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายฟังค์ชันที่ต้องควบคุมผ่านหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นการปรับกระจกมองข้าง การเปิดระบบทำความร้อน หรือระบายอากาศ ของเบาะ และพวงมาลัย รวมถึงการปิดระบบช่วยเหลือการขับขี่บางรายการ เป็นต้น นอกจากนี้ หากผู้ขับขี่ไม่ต้องการระดับแรงหน่วงจากระบบชาร์จไฟกลับที่ตั้งค่าไว้สูงสุด ก็สามารถปรับลดลงได้ (โดยต้องเข้าไปในเมนูเช่นเดิม) แต่ทุกครั้งที่สตาร์ทรถใหม่ ระบบจะกลับไปตั้งค่าไว้ที่ระดับสูงสุดอีกครั้งโดยอัตโนมัติ
ในส่วนของระบบเบรค ยังมีอีกหนึ่งพฤติกรรมที่น่าตกใจ คือ แรงเบรคขณะถอยหลังที่รุนแรงเกินคาดเมื่อระบบทำงาน ขณะเดียวกัน ระบบแจ้งเตือนบางอย่างก็ชวนให้รู้สึก “เกินจำเป็น” อยู่ไม่น้อย เช่น หากผู้ขับขี่นั่งอยู่ในรถขณะจอดนิ่งนานเกิน 5 นาที ระบบจะส่งเสียงแตรพร้อมข้อความเตือนว่า “มีสิ่งมีชีวิตอยู่ภายในรถ” และในระหว่างการขับขี่ หากผู้ขับลุกจากเบาะเพียงเล็กน้อย เช่น เพื่อหยิบกระเป๋าสตางค์ หน้าจอก็จะแสดงคำเตือนรุนแรงว่า “ผู้ขับขี่ได้ละทิ้งที่นั่งแล้ว” เป็นต้น
การแก้ไขของค่ายรถน้องใหม่
ข่าวดี คือ ข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ สามารถแก้ไขได้ (อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง) ผ่านการปรับปรุงซอฟท์แวร์ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะที่กำลังเขียนบทความนี้ โดยการอัพเดทแบบ OTA ครั้งใหญ่ ได้เพิ่มการรองรับระบบเชื่อมต่อของ ANDROID AUTO และ APPLE CAR PLAY (ซึ่งยังไม่มีในช่วงที่ทำการทดสอบ) รวมถึงเพิ่มระดับแรงหน่วงของระบบชาร์จไฟกลับให้สูงยิ่งขึ้นสำหรับการขับขี่แบบ ONE PEDAL เพิ่มความสามารถในการปิดระบบช่วยเหลือการขับขี่บางรายการผ่านปุ่มบนพวงมาลัย (ฟังค์ชันนี้มีอยู่แล้วใน LEAPMOTOR C10) และปรับปรุงระบบสั่งงานด้วยเสียงให้ฉลาดยิ่งขึ้น เนื่องจากเวอร์ชันที่ได้ทดลองใช้งานก่อนหน้านี้ยังไม่อยู่ในระดับที่น่าพอใจนัก
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ผลิตจากจีนมีศักยภาพในการลดช่องว่างของวัฒนธรรมการใช้งาน ระหว่างตนเองกับผู้ผลิตจากยุโรปได้อย่างรวดเร็ว และแทบไม่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงนัก เพราะพื้นฐานของตัวรถนั้นถือว่าแข็งแกร่งอยู่แล้ว โดยเฉพาะในกรณีของ LEAPMOTOR ที่มีความแข็งแกร่งมากพอให้ STELLANTIS ให้ความสนใจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในด้านพแลทฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งในบางมุมมองถือว่ามีความล้ำหน้ากว่าของผู้ผลิตยุโรปบางรายเสียด้วยซ้ำ
หัวใจสำคัญในที่นี้ คือ การปรับปรุงขนานใหญ่ผ่านสถาปัตยกรรมแบบศูนย์กลางที่ช่วยลดจำนวนกล่องควบคุมอีเลคทรอนิคส์ลงอย่างมาก โดยมีเพียง 22 หน่วยเท่านั้น เทียบกับรถยนต์ระดับพรีเมียมที่อาจมีจำนวนมากถึงกว่า 100 หน่วย ขณะเดียวกันยังใช้สายไฟที่คิดเป็นความยาวน้อยกว่า 1 กม. เทียบกับประมาณ 3 กม. ในรถทั่วไป และที่สำคัญ กล่องควบคุมแต่ละหน่วยยังสามารถทำงานได้หลากหลายหน้าที่พร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยเหลือการขับขี่ไปจนถึงการควบคุมสมรรถนะด้านความคล่องแคล่วของตัวรถ
การปรับแต่งอย่างจาก STELLANTIS
ภายในห้องโดยสาร มีความโปร่งโล่ง และแสงสว่างที่ทั่วถึง ถือเป็นจุดเด่นสำคัญจากพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวาง ผสานกับหลังคากระจกขนาดใหญ่ที่ช่วยเพิ่มมิติความรู้สึกเปิดโล่งอย่างชัดเจน ตำแหน่งเบาะนั่งให้ความรู้สึกแบบ เอสยูวี นั่นคือ ค่อนข้างสูง แต่ระยะปรับของพวงมาลัยมีจำกัด ทำให้ผู้ขับต้องนั่งในลักษณะงอตัวเล็กน้อย
พวงมาลัยเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สัมผัสได้ทันทีตั้งแต่เริ่มใช้งาน โดยให้ความรู้สึกในเชิงบวกเมื่อต้องขับในพื้นที่จำกัด หรือจอดรถ แต่ในสถานการณ์การขับขี่แบบปกติกลับให้ความรู้สึกที่ด้อยลงเล็กน้อย แม้จะได้รับการปรับแต่งโดยวิศวกรของ STELLANTIS แล้วก็ตาม แต่ยังคงขาดความฉับไวในการตอบสนอง และให้ความรู้สึกที่ค่อนข้างไร้อารมณ์
ในส่วนของช่วงล่าง ได้รับการปรับแต่งใหม่ในประเทศอิตาลีเช่นกัน และในกรณีนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างชัดเจน โดยปรับแต่งระบบรองรับให้มีความนุ่มนวลสูง ช่วยยกระดับความสะดวกสบายในการโดยสาร แต่ยังมีความมั่นคงที่น่าพอใจในสถานการณ์ฉุกเฉิน ช่วงล่างตอบสนองได้ดี มีพฤติกรรมที่สม่ำเสมอ และคาดเดาได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม ในการใช้งานจริงสำหรับชีวิตประจำวัน ผู้ขับไม่ควรคาดหวังเรื่องบุคลิกความสปอร์ทมากนัก เนื่องจากอาการโคลงตัวที่ค่อนข้างมาก น้ำหนักตัวรถที่รู้สึกได้ชัด และยางที่มีระดับการยึดเกาะไม่โดดเด่นนัก ล้วนเป็นปัจจัยที่ลดทอนความมั่นใจลงพอสมควรหลังผ่านโค้งต่อเนื่องเพียงไม่กี่ครั้ง
ด้านระบบขับเคลื่อนถือว่าทำได้ดี ให้พละกำลัง และแรงบิดที่มากเกินพอสำหรับการใช้งานทั่วไป อัตราเร่งอยู่ในระดับที่น่าพอใจ (อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 8 วินาที) และผู้ขับสามารถเลือกการตอบสนองของคันเร่งได้ผ่านการตั้งค่า 3 รูปแบบ อย่างไรก็ตาม ในการใช้งานจริงมักจะลงเอยที่โหมด COMFORT เป็นหลัก เนื่องจากโหมดอื่นๆ มีความไวของคันเร่งมากเกินไปจนขาดความนุ่มนวล
การประหยัดพลังงานไฟฟ้า ตัวเลขที่ดูดีเกินจริงเล็กน้อย
การแสดงผลแบบดิจิทอลของ LEAPMOTOR B10 แสดงผลตัวเลขระยะทางวิ่งได้ค่อนข้างดีเกินความเป็นจริง (เมื่อพิจารณารวมถึงการสูญเสียพลังงานตามธรรมชาติระหว่างการชาร์จไฟฟ้า พบว่ามีความคลาดเคลื่อนสูงถึง 26.5 %) ทำให้ค่าที่แสดงบนหน้าจอดูโดดเด่นกว่าความเป็นจริงไม่น้อย
ในการใช้งานจริง อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4.5 กม./กิโลวัตต์ชั่วโมง และสามารถเพิ่มขึ้นเป็นราว 6 กม./กิโลวัตต์ชั่วโมง ในการใช้งานในเมือง ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติสำหรับรถในกลุ่มนี้ ในด้านระยะทำการสูงสุด ความจุของแบทเตอรีทั้งหมด 65 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถรองรับการเดินทางได้ประมาณ 280 กม. ในการขับขี่บนทางหลวง และเพิ่มขึ้นได้ถึงราว 450 กม. สำหรับการใช้งานในตัวเมือง
หากต้องเดินทางไกลกว่าปกติ ระบบนำทางภายของรถถือว่ามีบทบาทสำคัญ และทำงานได้อย่างน่าพอใจ สามารถค้นหาสถานีชาร์จไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว และใช้งานง่าย พร้อมตัวเลือกการกรองตามผู้ให้บริการ กำลังไฟฟ้าของชาร์จ และสถานะการใช้งาน นอกจากนี้ ความเร็วในการชาร์จแบบ DC อยู่ในระดับที่ดี หากทุกอย่างเป็นไปตามเงื่อนไขที่เหมาะสม ผู้ใช้งานอาจเห็นตัวเลขกำลังชาร์จไฟฟ้ากว่า 168 กิโลวัตต์ ซึ่งเป็นค่าสูงสุดที่ผู้ผลิตระบุเอาไว้แม้ว่าความแรงของกระแสไฟฟ้าจะยังมีความผันผวนอยู่พอสมควรก็ตาม
รุ่น DESIGN
รุ่น 1.5 TGDI SHS-H PREMIUM
ราคาของรถทดสอบ
- 33,400 ยูโร (ประมาณ 1,10,000 บาท ไม่รวมภาษีนำเข้า)
มอเตอร์ไฟฟ้า
- จำนวน 1 ชุด
กำลังสูงสุด
- 160 กิโลวัตต์/218 แรงม้า
แบทเตอรี
- ความจุ 65 กิโลวัตต์ชั่วโมง
อัตราสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า
- จากผู้ผลิต 6.1 กม./กิโลวัตต์ชั่วโมง
- จากการทดสอบ 4.7 กม./กิโลวัตต์ชั่วโมง
- ค่าคุ้มค่าการชาร์จแบบ AC 6.58 ยูโร/100 กม.
- ค่าคุ้มค่าการชาร์จแบบ DC 11.47 ยูโร/100 กม.
ระยะทำการสูงสุด
- จากผู้ผลิต 434 กม.
- จากการทดสอบ 350 กม.
จุดแข็ง
พื้นที่ภายในห้องโดยสารมีความกว้างขวางในทุกมิติ อุปกรณ์มาตรฐานจัดมาให้อย่างครบครัน รุ่นย่อย DESIGN มีรายการอุปกรณ์ที่ครบครันมากจนแทบไม่มีตัวเลือกเพิ่มเติมนอกจากสีตัวถังเท่านั้น ความสะดวกสบายในการโดยสารอยู่ในระดับยอดเยี่ยม การปรับแต่งช่วงล่างที่เน้นความนุ่มนวลเป็นหลัก
จุดอ่อน
ฟังค์ชันควบคุมจำนวนมากถูกย้ายไปรวมไว้ในหน้าจอกลาง ทำให้การเรียกใช้งานระบบที่ต้องการทำได้ค่อนข้างยุ่งยาก และดึงความสนใจจากการขับขี่มากเกินไป ส่วนระบบปรับอากาศ มีการตั้งค่าอุณหภูมิให้ได้ตามต้องการ แต่การรักษาอุณหภูมิให้คงที่กลับทำได้ยาก นอกจากนี้ทัศนวิสัยถูกลดทอนลงจากการไม่มีที่ปัดน้ำฝนกระจกหลัง
คุณภาพการประกอบ ราคาย่อมเยา แต่คุณภาพยังน่าพอใจ
เมื่อพิจารณาจากราคาของ LEAPMOTOR B10 ถือว่าเป็นรถยนต์ที่ทำได้ดีในด้านคุณภาพ แม้จะไม่ได้ตั้งเป้าไปถึงระดับพรีเมียม วัสดุจึงออกไปในทางประหยัดต้นทุนเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่โดยรวมแล้วตัวรถยังถือว่าทำได้ดี
เริ่มจากงานประกอบที่แทบไม่มีจุดให้ตำหนิ ไม่ว่าจะเป็นงานสี หรือการประกบชิ้นส่วนตัวถังส่วนที่เคลื่อนไหวได้ ซึ่งมีความแม่นยำ แนวเส้นสม่ำเสมอ และระยะช่องไฟที่เท่ากันอย่างดี เช่นเดียวกับภายในห้องโดยสารที่มาในสไตล์เรียบง่าย ซึ่งช่วยลดความคลาดเคลื่อนของการประกอบชิ้นส่วน และลดโอกาสเกิดตำหนิได้ในตัว ในส่วนของรายละเอียดอื่นๆ มีความใส่ใจพอสมควร โดยเฉพาะซีลยางต่างๆ รวมถึงการใช้วัสดุผ้าในซุ้มล้อ เพื่อช่วยดูดซับเสียงจากถนน ซึ่งถือเป็นจุดที่น่าชื่นชม อย่างไรก็ตาม ในด้านวัสดุตามที่กล่าวมา ถือว่ายังไม่ถึงระดับสูงเท่าที่ควร วัสดุพลาสติกแข็งถูกใช้เป็นหลักทั่วทั้งคัน (และมีรอยงานขึ้นรูปที่ยังไม่สมบูรณ์อยู่บ้าง) ขณะที่เบาะหุ้มหนังสังเคราะห์ก็ไม่ได้ให้สัมผัสที่น่าประทับใจมากนัก
จุดน่าพอใจ
1. ขอบยางตามส่วนต่างๆ มีการประกอบที่แนบสนิทเป็นอย่างดี ในรูป คือ ขอบยางของประตู
2. ตัวถังภายนอกมีการประกอบชิ้นส่วนต่างๆ ที่แน่นหนา ไร้ช่องว่างใดๆ
3. มีการใช้วัสดุผ้าบริเวณด้านในของซุ้มล้อ ลดเสียงรบกวนได้
จุดต้องติ
1. รางเลื่อนของเบาะคู่หน้าไม่มีวัสดุปิดหุ้มแม้แต่น้อย
2. กระจกบานท้ายอาจเปื้อนได้ง่าย แต่กลับไม่มีที่ปัดน้ำฝนด้านหลังมาให้
3. ที่วางของบริเวณแผงประตูไม่ปิดขอบให้ดี การเกิดรอยขีดข่วนง่าย
ข้อมูลจำเพาะของรถทดสอบ
มอเตอร์ไฟฟ้า
- วางด้านหลังตามขวาง มอเตอร์แบบสนามแม่เหล็กไฟฟ้า
- กำลังสูงสุด 160 กิโลวัตต์/218 แรงม้า
- แรงบิดสูงสุด 240 นิวทันเมตร/24.5 กก.ม.
กำลังสูงสุดทั้งระบบ
- กำลังสูงสุด 160 กิโลวัตต์/218 แรงม้า
แบทเตอรี
- แบบลิเธียม-ไอออน ติดตั้งใต้พื้นรถ
- แบบ 400 โวลท์ ความจุใช้งานจริง 65.0 กิโลวัตต์ชั่วโมง (จากทั้งหมด 67.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง)
การชาร์จ
- แบบ AC สูงสุด 11 กิโลวัตต์
- แบบ DC สูงสุด 168 กิโลวัตต์ ที่ระบบชาร์จ 400 โวลท์
ระบบส่งกำลัง
- ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง
- ชุดควบคุมการทำงานของมอเตอร์
รูปแบบตัวถัง
- ตัวถังวัสดุโลหะ แบบ 2 กล่อง 5 ประตู 5 ที่นั่ง
- ระบบรองรับด้านหน้า แมคเฟอร์สัน สตรัท คอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง
- ระบบรองรับด้านหลัง มัลทิลิงค์ คอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง
- ชอคอับแบบไฮดรอลิค
- ระบบเบรคแบบจาน คู่หน้ามีช่องระบายอากาศ เอบีเอส และอีเอสพี
- ระบบบังคับเลี้ยวแบบ ฟันเฟือง และตัวหนอน ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า
ยาง
- LINGLONG SPORTS MASTER ด้านหน้า 225/50 R18 99V ด้านหลัง 235/50 R18 101V
- ชุดปะยางฉุกเฉิน
มิติตัวถัง และน้ำหนักโดยรวม
- ระยะฐานล้อ 2,740 มม.
- ความกว้างฐานล้อคู่หน้า 1,610 มม. คู่หลัว 1,620 มม.
- ความยาว 4,520 มม. กว้าง 1,890 มม. สูง 1,660 มม.
- น้ำหนักโดยรวม 1,845 มม. น้ำหนักบรรทุกสูงสุด 2,248 กก. น้ำหนักลากจูงสูงสุด 750 กก.
- ความจุที่เก็บสัมภาระด้านหน้า 22 ลิตร ด้านท้าย 525 ลิตร
สถานที่ผลิต
- เมือง JINHUA (ประเทศจีน)
การใช้งานแอพพลิเคชัน การใช้งานกับโทรศัพท์มือถือสะดวกมาก
LEAPMOTOR B10 มีคาร์ดสำหรับใช้งานโดยเฉพาะ โดยต้องนำไปแตะที่กระจกมองข้างด้านซ้าย (ในตำแหน่งที่กำหนดไว้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นจุดติดตั้งเซนเซอร์ NFC) เพื่อปลดลอคประตู และนำไปแตะบริเวณด้านซ้ายของคอนโซลกลางเพื่อสตาร์ทรถ ซึ่งถือว่าไม่ค่อยสะดวกนัก โดยเฉพาะเมื่อไม่มีระบบลอคหรือกุญแจแบบทั่วไปสำรอง ในกรณีที่กระจกหรือเซนเซอร์เกิดความเสียหาย ทางเลือกที่ดีกว่า คือ การใช้งานแอพพลิเคชันของ LEAPMOTOR ซึ่งมีฟังค์ชันกุญแจแบบบลูทูธอยู่ในตัว สามารถปลดลอครถได้เมื่อผู้ใช้งานเดินเข้าใกล้ และสามารถสตาร์ทรถได้โดยการวางมือถือบนคอนโซลกลาง อีกทั้งยังสามารถตั้งค่าระยะตรวจจับระหว่างอุปกรณ์กับตัวรถได้ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้ยังไม่แม่นยำนัก บางครั้งรถปลดลอคขณะที่ผู้ใช้อยู่ห่างออกไปหลายเมตร ขณะที่บางครั้งต้องยืนอยู่ใกล้ตัวรถแล้วจึงจะทำงาน ถึงอย่างนั้น แอพพลิเคชันก็ยังมีประโยชน์อย่างมากในการควบคุมฟังค์ชันอื่นๆ จากระยะไกล ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเวลา และจัดการการชาร์จ การปรับสภาพอุณหภูมิภายในห้องโดยสาร และแบทเตอรีล่วงหน้า การลอค/ปลดลอคประตู รวมถึงการค้นหาตำแหน่งรถ นอกจากนี้ยังสามารถตั้งค่าจำกัดความเร็วสูงสุด (เหมาะสำหรับกรณีให้ผู้ขับมือใหม่ใช้งาน) หรือกำหนดสถานการณ์ล่วงหน้า เช่น การอุ่นเบาะ พวงมาลัย และห้องโดยสาร ตามช่วงเวลา และวันที่ต้องการได้อีกด้วย



