ทดสอบ(formula)
NISSAN SERENA E-POWER อัพเกรดเอมพีวี ระบบไฮบริดล้ำ !
หนึ่งในกลุ่มรถยนต์ที่มีความต้องการในตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่กลับมีรถยนต์ที่เป็นตัวเลือกไม่มากนัก การมาถึงของ NISSAN SERENA (นิสสัน เซเรนา) จึงเป็นจังหวะที่เหมาะสม กับเอมพีวีราคาระดับไม่เกิน 2 ล้านบาท (และไม่ใช่รถยนต์ไฟฟ้า) ก่อนหน้านี้เปิดตัวไปแล้วกับรุ่น S-HYBRID ขุมพลังไฮบริดแบบคู่ขนาน และในที่สุดก็ถึงเวลาของไฮบริดทีเด็ดของค่ายกับขุมพลังแบบ E-POWER
EXTERIOR ภายนอก
รูปทรงล้ำสมัยกว่าเดิม
NISSAN SERENA จัดเป็นเอมพีวีขนาดกลาง-ใหญ่ เน้นระยะฐานล้อที่ยาว และส่วนของกระจกหน้าต่างขนาดใหญ่ เพื่อความปลอดโปร่งของห้องโดยสาร ในรุ่น E-POWER (อี-เพาเวอร์) มีการออกแบบที่ช่วยให้กระจังหน้า และไฟหน้ามีความล้ำสมัยมากกว่ารุ่น S-HYBRID อย่างชัดเจน ส่วนของไฟหน้าถูกออกแบบให้มีความกลมกลืนกับซี่ในแนวนอนของส่วนกระจังหน้า และต่อเนื่องกับกันชน ขณะที่ไฟท้ายในแนวตั้งมีรูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้น มองเห็นได้ชัดเจน ประตูบานท้ายขนาดใหญ่เปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า มีจุดเด่น คือ การเปิดใช้งานมีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเปิดประตูบานท้ายขึ้นทั้งบาน หรือการเปิดเฉพาะส่วนของกระจกของประตู (ในกรณีที่ต้องการหยิบวัตถุขนาดเล็กบริเวณท้ายรถ ไม่ต้องออกแรงเปิดประตูทั้งบาน) ขณะที่ล้อแมกมีขนาด 16 นิ้ว (รุ่น S-HYBRID คือ 15 นิ้ว) แต่เรายังคงมีความรู้สึกว่าล้อแมกมีขนาดเล็กไปหน่อย ยางขนาด 205/65 R16 ทำให้แก้มยางดูหนา
INTERIOR ภายใน
กว้างขวาง นั่งสบายทุกตำแหน่ง
ห้องโดยสารของ NISSAN SERENA E-POWER มีจุดเด่นที่ความกว้างขวาง เราพบว่าเบาะนั่งให้ความสะดวกสบายทุกตำแหน่ง รวมถึงเบาะแถวที่ 3 ตัวเบาะมีพื้นที่มากพอ และมีความสูงที่เหมาะสม แม้ระยะช่วงขาอาจต้องอาศัยการเลื่อนตำแหน่งเบาะแถวที่ 2 บ้าง แต่โดยรวมแล้ว เบาะแถวที่ 3 สามารถใช้งานเพื่อการโดยสารอย่างสะดวกสบายจริงๆ นอกจากนี้ เมื่อพับเบาะแถวที่ 3 จะได้พื้นห้องโดยสารราบต่อเนื่อง (หากพับเบาะแถวที่ 2 ด้วย) ตัวเบาะสามารถเลื่อนหน้า-หลังได้ เป็นฟังค์ชันที่เอมพีวีหลายรุ่นไม่มี การใส่ใจในรายละเอียดส่วนนี้ของผู้ผลิต ทำให้ SERENA มีความอเนกประสงค์ และความหลากหลายของการใช้งานที่น่าพอใจ
นอกจากความกว้างขวาง และหลากหลายของห้องโดยสาร SERENA E-POWER ถูกออกแบบให้มีองค์ประกอบที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น เมื่อเทียบกับรุ่น S-HYBRID เห็นได้จากบริเวณคอนโซลกลางมีการติดตั้งหน้าจอที่ยาวต่อเนื่องกับบริเวณแผงหน้าปัด ปุ่มใช้งานต่างๆ ใช้วัสดุสีดำแวววาว ขณะที่คันเกียร์มีขนาดเล็ก ล้ำสมัย ตามสไตล์รถยนต์ที่ใช้ขุมพลังไฮบริดแบบ E-POWER จอแผงหน้าปัดแบบดิจิทอลแสดงผลได้หลากหลาย ทัศนวิสัยรอบผู้ขับมีความปลอดโปร่ง รวมถึงผู้โดยสารเบาะแถวที่ 2 จากการออกแบบให้มีกระจกหน้าต่างขนาดใหญ่
ENGINE เครื่องยนต์
ระบบไฮบริดประหยัดในตัวเมือง
ขุมพลังไฮบริดแบบ E-POWER ประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 1.4 ลิตร กำลังสูงสุด 98 แรงม้า ทำหน้าที่สร้างกระแสไฟฟ้าป้อนเข้าแบทเตอรี และระบบขับเคลื่อนเท่านั้น หน้าที่ของการขับเคลื่อน คือ มอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 163 แรงม้า (ขับเคลื่อนล้อหน้า) คู่เปรียบเทียบสมรรถนะโดยตรงจากค่ายคู่แข่งอาจยังไม่มีในตอนนี้ เราจึงนำมาเทียบกับ SERENA S-HYBRID (กำลังสูงสุด 150 แรงม้า) เพื่อดูว่ารถยนต์รุ่นเดียวกันแต่มีขุมพลังต่างกันจะมีความแตกต่างแค่ไหน
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. รุ่น E-POWER ทำได้ที่ 10.2 วินาที ขณะที่รุ่น S-HYBRID คือ 12.9 วินาที ในช่วงความเร็วตีนต้น การขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ามีความได้เปรียบอย่างเห็นได้เห็น จากการที่มีกำลังสูงสุด และแรงบิดสูงสุดมากกว่ารุ่นไฮบริดปกติ การส่งกำลังขณะออกตัวจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปในช่วงแรก ก่อนจะไหลลื่นขึ้นในช่วงถัดมา
ช่วงความเร็วตีนปลายเราวัดจากอัตราเร่งระยะ 0-1,000 ม. รุ่น E-POWER ทำเวลาที่ 31.9 วินาที (ที่ความเร็ว 159.8 กม./ชม.) ส่วนรุ่น S-HYBRID มีตัวเลขที่ 34.3 วินาที (ที่ความเร็ว 155.2 กม./ชม.) แม้ในช่วงความเร็วปลาย มอเตอร์ไฟฟ้าของ E-POWER มีการส่งกำลังของมอเตอร์ต่อเนื่องมากกว่า และยังได้เปรียบในช่วงความเร็วตีนปลายที่สูงกว่า สามารถทำเวลาได้ดีกว่า แม้เป็นการแล่นบนระยะทางยาว
อัตราเร่งยืดหยุ่นที่ 60-100 และ 80-120 กม./ชม. รุ่น E-POWER ทำเวลาได้ที่ 5.6 และ 7.4 วินาที ขณะที่รุ่น S-HYBRID คือ 6.8 และ 8.6 วินาที แม้ความแตกต่างของอัตราเร่งจะใกล้เคียงเข้ามาเล็กน้อย แต่ยังเป็นการพิสูจน์ได้อีกครั้งว่า การขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยให้การตอบสนองของคันเร่งมีความได้เปรียบ รวมถึงการเร่งแซงที่ทำได้ดีกว่าการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์สันดาปร่วมกับมอเตอร์ของระบบไฮบริดปกติ ระบบ E-POWER จึงเป็นหนึ่งในจุดเด่นของระบบไฮบริดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
มาถึงหัวข้อสำคัญกับอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย เราแยกมาที่ช่วงความเร็วต่ำก่อนที่ 60 และ 80 กม./ชม. รุ่น E-POWER ทำได้ที่ 31.3 และ 22.3 กม./ลิตร นับเป็นตัวเลขที่ประหยัดเชื้อเพลิงอย่างน่าพอใจ ส่วนรุ่น S-HYBRID มีตัวเลข คือ 27.7 และ 20.6 กม./ลิตร จากตัวเลขดังกล่าวยังคงแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ไฮบริดแบบ E-POWER มีการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงดีกว่าระบบไฮบริดคู่ขนานอย่างชัดเจน การขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยให้ประหยัดเชื้อเพลิงอีกด้วย (จากการสร้างกระแสไฟฟ้าจากเครื่องยนต์สันดาป)
อย่างไรก็ตาม มีจุดสังเกตในส่วนถัดมากับช่วงความเร็ว 100 และ 120 กม./ชม. รุ่น E-POWER ทำได้ที่ 13.9 และ 12.5 กม./ลิตร ขณะที่รุ่น S-HYBRID คือ 16.0 และ 12.1 กม./ลิตร เห็นได้ว่าช่วงความเร็วสูงขึ้น ความได้เปรียบของระบบ E-POWER ถูกลดทอนลง ตัวเลขออกมาใกล้เคียงกับ S-HYBRID (ที่ความเร็ว 100 กม./ชม. ดูจะเสียเปรียบกว่าด้วยซ้ำ) อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงลักษณะนี้ เราเคยพบมาแล้วกับรถยนต์ร่วมค่าย นั่นคือ NISSAN KICKS E-POWER (นิสสัน คิคส์ อี-เพาเวอร์) กับการประหยัดเชื้อเพลิงที่ดีในช่วงความเร็วต่ำ แต่การทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้รอบสูงขึ้น ทำให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงช่วงความเร็วสูงเพิ่มขึ้นพอสมควร
SUSPENSION ระบบรองรับ
นุ่มนวล เน้นขับสบาย
ภายใต้อัตราเร่งที่มีความฉับไวเพิ่มขึ้น (เมื่อเทียบกับรุ่น S-HYBRID) การปรับแต่งระบบรองรับ และการบังคับเลี้ยวของ NISSAN SERENA E-POWER ยังคงเน้นความนุ่มนวล ค่อยเป็นค่อยไป ตามแบบฉบับรถยนต์สไตล์เอมพีวี อย่างไรก็ตาม เราได้มีโอกาสลองการเปลี่ยนเลนแบบกะทันหันปานกลาง (เพื่อทดสอบการตอบสนองโดยรวม) พบว่าการหักเลี้ยวมีความแม่นยำอย่างน่าพอใจ ไม่จำเป็นต้องหวือหวาแบบรถสปอร์ท แต่เหมาะสมสำหรับการใช้งานทั่วไปได้ดีพอ ระบบรองรับที่เน้นความนุ่มนวลมีอาการโคลงในระดับที่ยังคงควบคุมพวงมาลัยได้ไม่ยากเย็น เราคิดว่าการขับขี่ในตัวเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น ต้องเปลี่ยนเลนค่อนข้างบ่อย SERENA E-POWER มีความคล่องตัวดีพอ ภายใต้ตัวถังแบบเอมพีวีขนาดปานกลางเช่นนี้
นอกจากนี้ NISSAN SERENA E-POWER ยังเสริมระบบความปลอดภัย และระบบช่วยเหลือการขับขี่รอบคัน ไม่ว่าจะเป็นระบบกล้องมองภาพรอบคัน และระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวรอบคัน ระบบเตือนจุดอับสายตาด้านหลัง พร้อมระบบป้องกันการชน ระบบเตือนเมื่อมีรถแล่นมาด้านหลังขณะถอยรถ (ถ้ามีระบบช่วยเบรคอัตโนมัติด้านหลังด้วยจะครบเครื่องกว่านี้) ระบบช่วยเบรคฉุกเฉินอัตโนมัติ ฯลฯ เท่านี้ก็มากพอสำหรับการใช้รถเอมพีวีที่มีตัวถังค่อนข้างใหญ่ และมีความสูงค่อนข้างมาก
เอมพีวีอัตราเร่งดี ประหยัดในเมือง
จากการทดสอบ NISSAN SERENA E-POWER แสดงให้เห็นว่า เอมพีวีรุ่นนี้มีความเหมาะสมสำหรับการใช้งานในตัวเมืองมากยิ่งขึ้น จากอัตราเร่งที่ตอบสนองได้ทันใจ และการประหยัดเชื้อเพลิงที่น่าพอใจในช่วงความเร็วต่ำ ภายใต้จุดเด่น คือ ความกว้างขวางของห้องโดยสาร มีความปลอดโปร่ง และใช้งานได้อเนกประสงค์ แม้ในช่วงความเร็วสูงจะมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงขึ้นบ้างก็ตาม และออพชันที่น่าจะเสริมเข้ามา คือ เบาะคู่หน้าปรับตำแหน่งด้วยไฟฟ้า และทางเลือกล้อแมกที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ ถึงอย่างนั้น ภายใต้ราคาในระดับไม่เกิน 2 ล้านบาท กับตัวเลขที่ 1,690,000 บาท (นำเข้าทั้งคันจากญี่ปุ่น) จัดเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับเอมพีวีขุมพลังไฮบริด




