ทดสอบ(formula)
GEELY EX2 แฮทช์แบคไฟฟ้า เด่นด้วยราคา และออพชัน !
รถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนมีสงครามราคาเกิดขึ้นในหลายแห่ง รวมถึงประเทศไทยบ้านเรา ! ผู้บริโภคหลายคนจึงรอคอยรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาย่อมเยา และมีความคาดหวังในเรื่องประสิทธิภาพโดยรวมที่น่าพึงพอใจของตัวรถ ไม่ว่าจะเป็นขนาดของห้องโดยสาร สมรรถนะ และออพชันที่มากพอสมกับราคา นับเป็นความต้องการที่หาคำตอบไม่ได้ง่ายๆ แต่รถคันนี้อาจจะทำได้ เราทดสอบกันกับ GEELY EX2 !
EXTERIOR ภายนอก
แฮทช์แบคเส้นสายโค้งมน
GEELY EX2 (จีลี อีเอกซ์ 2) เป็นแฮทช์แบคพลังไฟฟ้าที่มีเส้นสายโค้งมน ดูสบายตา จนหลายคนอาจคิดไปว่ามิติตัวถังของรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้จะมีความกะทัดรัด แต่เอาเข้าจริงมิติตัวถังโดยรวมก็ไม่แพ้คู่แข่งแฮทช์แบคพลังไฟฟ้าระดับบี-เซกเมนท์ เลยทีเดียว โดย EX2 มีความยาว 4,135 มม. และระยะฐานล้อ 2,650 มม. เทียบกับคู่แข่งอย่าง BYD DOLPHIN (บีวายดี ดอลฟิน) มีมิติตัวถังที่ 4,290 และ 2,700 มม. ตามลำดับ แม้ขนาดตัวจะย่อมกว่าคู่แข่งบ้าง แต่ราคาของ EX2 ยังพอทำให้ผู้สนใจมองข้ามจุดนี้ไปได้บ้าง รุ่นที่เรานำมาทดสอบ คือ ตัวทอพ MAX ใช้ล้อแมกขนาด 16 นิ้ว (ยางขนาด 205/60 R16 ยี่ห้อ LINGLONG COMFORTMASTER) โดยเป็นยางที่เน้นใช้งานกับรถยนต์ไฟฟ้า เน้นแรงต้านการหมุนที่ต่ำ เพื่อผลดีของระยะทำการสูงสุด เนื้อยางจึงค่อนข้างแข็ง และมีสเปคลมยางที่ 37 PSI (หรือ 250 KPA)
ภายใต้ราคาที่ย่อมเยา (ตัวรถนำเข้าจากประเทศจีนทั้งคัน) เราสังเกตรอบคันก็พบว่าการประกอบชิ้นส่วนตัวถังภายนอกมีความเรียบเนียนต่อเนื่องอย่างน่าพอใจในระดับหนึ่ง ความต่อเนื่องของตัวถังทำได้ดี บานประตูมีความแข็งแรง แม้จุดยึดบานพับของประตูแต่ละตำแหน่งจะดูบอบบางเล็กน้อย ด้านหน้าเป็นฝากระโปรงสำหรับที่เก็บของ (FRUNK) มีการติดตั้งชอคอัพค้ำยันมาให้ (น่าชื่นชมสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าราคาระดับ 4 แสนบาทเช่นนี้) ประตูบานท้ายเปิดได้ค่อนข้างสูง การออกแบบให้ระยะโอเวอร์แฮงทั้งด้านหน้า และด้านหลังที่กระชับ ทำให้ตัวรถดูสปอร์ท และส่งผลดีต่อพื้นที่ห้องโดยสารด้วย
INTERIOR ภายใน
กว้างขวางเกินคาด ตกแต่งโทนเมืองใหญ่
ห้องโดยสารของ GEELY EX2 เน้นความโปร่งโล่ง สบายตา ส่วนประกอบบางชิ้นมีลวดลายคล้ายวิวทิวทัศน์ของอาคารสูงของเมืองใหญ่ (อาจดูแปลกตาสำหรับผู้โดยสารบางคน) ในรุ่นทอพติดตั้งไฟส่องสว่างสำหรับสร้างบรรยากาศในห้องโดยสาร สามารถเลือกรูปแบบการส่องสว่าง รวมถึงเฉดสีได้ตามต้องการ เบาะผู้ขับปรับด้วยไฟฟ้า (ด้านข้างผู้ขับยังคงปรับด้วยมือ) จุดที่น่าพอใจ คือ กระจกหน้าต่างประตูทั้ง 4 ตำแหน่ง สามารถเปิด-ปิดแบบ ONE TOUCH ได้ แต่น่าเสียดายที่กระจกมองข้างไม่สามารถพับด้วยไฟฟ้าได้ การใช้งานส่วนใหญ่ต้องทำผ่านหน้าจอหลัก มีปุ่มใช้งานแบบดั้งเดิมเล็กน้อยสำหรับเปิด-ปิดระบบปรับอากาศ พวงมาลัยปรับสูง-ต่ำได้ แต่ไม่สามารถปรับระยะใกล้-ไกลได้ จอแผงหน้าปัดด้านหน้าผู้ขับไม่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลได้มากนัก แม้จะสามารถแสดงผลของระบบช่วยเหลือการขับขี่ได้ก็ตาม การแสดงผลส่วนใหญ่จึงต้องดูผ่านหน้าจอหลัก มีขนาด 14.6 นิ้ว จัดว่าใหญ่พอสมควร รุ่นที่เรานำมาทดสอบรองรับการเชื่อมต่อ ANDROID AUTO แล้ว (แสดงว่ามีการอัพเดทระบบใช้งานมาเรียบร้อย) แต่ยังคงต้องเชื่อมต่อผ่านสายเคเบิล ไม่สามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายได้
เนื่องจากตัวถังแบบแฮทช์แบคของ GEELY EX2 มีความสูงค่อนข้างมาก ตำแหน่งของผู้โดยสารมีความรู้สึกโปร่งโล่งเป็นอย่างดี ทัศนวิสัยโดยรวมมองเห็นได้สะดวก ส่วนเบาะด้านหลังมีพื้นที่เหลือเฟือ ระยะช่วงขามากเกินคาด นั่งได้สบายไม่อึดอัดสำหรับผู้โดยสารจำนวน 2 คนบนเบาะหลัง ตัวเบาะสามารถพับเก็บได้แบบ 60:40 ข้างใต้เบาะสามารถวางของได้เล็กน้อย แต่เรารู้สึกว่าตัวเบาะด้านหลังสูงขึ้นมาจากพื้นรถเพียงเล็กน้อย การเก็บของข้างใต้เบาะอาจทำได้ไม่สะดวกนัก ส่วนที่เก็บของด้านหน้ามีขนาดค่อนข้างใหญ่ เก็บของได้ดีในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะของที่มีกลิ่นแรง เช่น ทุเรียน เหมาะกับการเก็บเอาไว้ด้านหน้าโดยไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นรบกวน
ENGINE เครื่องยนต์
ส่งกำลังต่อเนื่อง แล่นได้ไกล
สเปคของมอเตอร์ขับเคลื่อนจาก GEELY EX2 กำลังสูงสุด 115 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 15.3 กก.ม. ถือว่าเหมาะสมสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าขนาดตัวดังกล่าว จุดเด่น คือ การส่งกำลังด้วยระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง แตกต่างจากคู่แข่งระดับเดียวกันที่มักใช้ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า ส่วนคู่เปรียบเทียบสมรรถนะของบทความทดสอบในครั้งนี้ คือ BYD DOLPHIN STANDARD RANGE (สแตนดาร์ด เรนจ์) มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 95 แรงม้า ขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า พร้อมด้วยอีกหนึ่งคู่แข่งที่เคยสร้างยอดจำหน่ายได้ดีในบ้านเรา แต่ปัจจุบันหยุดจำหน่ายไปแล้ว นั่นคือ NETA V (เนทา วี) กับกำลังสูงสุดที่ 95 แรงม้าเช่นกัน
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. GEELY EX2 ทำเวลาได้ที่ 11.0 วินาที (เรารู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เพราะอัตราเร่งตามที่ผู้ผลิตระบุ คือ 11.5 วินาที ด้วยซ้ำ) โดยเป็นการใช้งานในโหมดปกติ ขณะที่ BYD DOLPHIN ทำได้ที่ 13.5 วินาที ช้ากว่ากันพอสมควร แต่ที่น่าแปลกใจอีกครั้ง คือ NETA ทำอัตราเร่งในส่วนนี้ที่ 10.8 วินาที เฉือนชนะ EX2 แบบฉิวเฉียด ! แต่ขอหมายเหตุว่า NETA V ต้องใช้โหมดสปอร์ทจึงจะฉับไวเช่นนี้
ต่อกันด้วยอัตราเร่งช่วงความเร็วตีนปลายกับระยะ 0-1,000 ม. GEELY EX2 ทำได้ที่ 34.0 วินาที (ที่ความเร็ว 137.5 กม./ชม.) โดยเป็นความเร็วสูงสุดที่ระบบของรถรุ่นนี้ลอคเอาไว้ การส่งกำลังขณะออกตัวจะไม่หวือหวา ไม่มีเสียงจากล้อให้ได้ยินแม้กดคันเร่งสุด พละกำลังจะไหลมาอย่างต่อเนื่องในช่วงความเร็วมากกว่า 50 กม./ชม. และไต่ความเร็วได้สบายจนถึงช่วงความเร็วสูงสุด (ที่ระยะทางประมาณ 650 ม. จากการออกตัว) เรารู้สึกว่ามอเตอร์มีพละกำลังที่น่าพอใจทีเดียว แม้ความเร็วสูงสุดจะต่ำไปหน่อย ส่วน DOLPHIN ทำได้ที่ 35.2 วินาที (ที่ความเร็ว 147.3 กม./ชม.) ความเร็วสูงสุดมากกว่าก็จริง แต่ยังไม่มากจะไล่แซง GEELY EX2 ได้กับระยะทางวิ่ง 1,000 ม. ส่วน NETA V คือ 35.8 วินาที (ที่ความเร็ว 120.6 กม./ชม.) ความเร็วสูงสุดที่น้อยกว่าเพื่อน ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้มีความเสียเปรียบที่การแล่นเป็นระยะทางยาว
อัตราเร่งยืดหยุ่นที่ความเร็ว 60-100 และ 80-120 กม./ชม. GEELY EX2 ทำตัวเลขออกมาที่ 5.4 และ 7.9 วินาที ขณะที่บรรดาคู่แข่งทั้ง 2 รุ่น BYD DOLPHIN คือ 7.6 และ 11.1 วินาที และ NETA V ทำได้ที่ 5.8 และ 8.3 วินาที
อัตราเร่งเสมือนการเร่งแซงแสดงให้เห็นว่า GEELY EX2 และ NETA V มีความสูสีมากๆ การตอบสนองคันเร่ง และทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้ามีไหลลื่นดีมากทั้ง 2 รุ่น (แม้ NETA V ยังคงต้องอาศัยโหมดสปอร์ทเช่นเดิม) แต่แรงม้าที่มากกว่าของ GEELY EX2 ทำให้ยังคงนำหน้าเล็กน้อย
ขณะที่สเปคของแบทเตอรี GEELY EX2 มีความจุ 39.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง มีระยะทำการสูงสุดตามที่ผู้ผลิตระบุมาที่ 395 กม. (มาตรฐาน NEDC) ส่วน BYD DOLPHIN STANDARD RANGE ความจุแบทเตอรี 50.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง ระยะทำการสูงสุด 435 กม. (NEDC) มีความได้เปรียบในส่วนนี้ชัดเจนจากความจุของแบทเตอรีที่มากกว่า ขณะที่สเปคของการชาร์จไฟฟ้า GEELY EX2 รองรับการชาร์จแบบ DC สูงสุดที่ 70 กิโลวัตต์ (แบบ AC คือ 6.6 กิโลวัตต์) ส่วน BYD DOLPHIN รุ่นเริ่มต้นรองรับการชาร์จแบบ DC สูงสุดที่ 60 กิโลวัตต์ แต่แบบ DC ดีกว่าเล็กน้อยที่ 7 กิโลวัตต์ ระหว่างการขับบนถนนจริง เราพบว่าอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าของ GEELY EX2 ทำได้ดีพอสมควร ขณะทำอัตราเร่งการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้ายังอยู่ในระดับที่ไม่มากเกินไป อย่างไรก็ตาม ตัวรถมีระบบเพิ่มระยะทำการเล็กน้อย เมื่อกดใช้งานผู้ขับสามารถเลือกได้ว่า จะปิดระบบปรับอากาศ ปิดไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสาร และจำกัดความเร็วไม่เกิน 90 กม./ชม.
SUSPENSION ระบบรองรับ
นุ่มนวล เบรคไม่ทนทาน
จากการทดสอบในครั้งนี้เราพบว่า ระบบรองรับของ GEELY EX2 เน้นความนุ่มนวล สามารถดูดซับแรงสั่นสะเทือนพื้นผิวถนนได้ดี แต่ขณะใช้ความเร็วสูง และทำอัตราเร่ง ตัวรถมีความนิ่งเกินคาด ยังให้ความรู้สึกที่มั่นคงแม้เป็นความเร็วช่วง 110-120 กม./ชม. หากผู้ขับต้องการความมั่นคงของการบังคับควบคุมสามารถเลือกโหมดสปอร์ท พวงมาลัยจะมีน้ำหนักมากขึ้นเล็กน้อย เพิ่มความแม่นยำของการตอบสนองได้ในระดับหนึ่ง โดยรวมแล้วเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่เหมาะกับการใช้งานในตัวเมือง และรองรับการขับทางไกลได้ดีเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เราพบว่าระบบเบรคมีประสิทธิภาพดีในช่วงความเร็วต่ำ แต่การเบรคที่ความเร็วสูงต่อเนื่อง ระยะเบรคเริ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันสามารถรองรับได้สบาย แต่หากเป็นการใช้งานเบรคที่หนักหน่วง (เช่น การขับในทางโค้งต่อเนื่อง หรือการลงเขายาวๆ) ควรใช้ความเร็วที่เหมาะสมด้วย นอกจากนี้ระบบช่วยเหลือการขับขี่ และระบบความปลอดภัยในเบื้องต้นให้มาครบครัน ส่วนรุ่นทอพ MAX จะเพิ่มระบบตรวจจับอีกหลายรายการ แต่ระบบที่ช่วยขับขี่กลับเพิ่มเข้ามาไม่มากนัก ยังพอรับได้กับรถยนต์ไฟฟ้าราคาระดับนี้
ราคาเป็นพระเอก สเปคก็เข้าที
GEELY EX2 มีความโดดเด่นประการแรก คือ ราคาที่น่าสนใจ ในระดับ 4 แสนบาททุกรุ่นย่อย (นั่นคือ 429,900-459,900 บาท) แต่สิ่งที่ได้มา คือ รถยนต์ไฟฟ้าที่มีขนาดตัวใหญ่เกินคาด นั่งสบายสำหรับผู้โดยสาร 3-4 คน อัตราเร่งทันใจ ขับสนุก ระบบรองรับนุ่มนวล แต่ยังคงบังคับควบคุมได้ดังใจ แม้ออพชันบางอย่างจะยังขาดหายไป เช่น ที่ปัดน้ำฝนด้านหลัง หรือกระจกมองข้างพับด้วยไฟฟ้า ถึงอย่างนั้นแฮทช์แบครุ่นนี้เป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับคนที่กำลังมองหารถยนต์ใช้งานเป็นคันที่ 2 หรือ 3 ของบ้าน แต่ไม่แน่ สุดท้ายแล้ว บางคนอาจจะติดใจรถคันนี้จนกลายเป็นรถยนต์ใช้งานหลักของบ้านก็เป็นไปได้ !



