เป็นอีกเดือนหนึ่งที่นำเรื่องราวของรถสายพันธุ์เยอรมันล้วนๆ มาเล่าสู่กันฟัง มีทั้งรถเก๋งซีดาน และรถกิจกรรมกลางแจ้ง มีทั้งรถติดตั้งเครื่องยนต์สันดาปภายในซึ่งทำงานร่วมกันกับระบบ MILD HYBRID (ไมล์ด์ ไฮบริด) หรือไฮบริดแบบอ่อน รถติดตั้งระบบ PLUG-IN HYBRID (พลัก-อิน ไฮบริด) หรือไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ และรถติดตั้งระบบขับด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ไม่มีการติดตั้งเครื่องยนต์ใดๆ เป็นผลงานของบริษัทรถยนต์ระดับ “อินเตอร์” 2 ราย คือ BMW GROUP (บีเอมดับเบิลยู กรุพ) เจ้าของเครื่องหมายการค้า “ใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาว” ซึ่งประกอบกิจการมาตั้งแต่ปี 1916 กับ MERCEDES-BENZ AG (เมร์เซเดส-เบนซ์ อาเก) เจ้าของเครื่องหมายการค้า “ดาวสามแฉก” ซึ่งมีอายุครบ 140 ปีในปีนี้
ผลประกอบการล่าสุดในช่วงไตรมาสแรกของปีอาชาหน้ามืด (มกราคม-มีนาคม 2026) BMW GROUP สามารถขายรถในตลาดทั่วโลกได้รวมทั้งสิ้น 565,748 คัน หรือลดลงร้อยละ 3.5 จากตัวเลขในช่วงเดียวกันเมื่อปี 2025 แยกออกได้เป็นรถ BMW (บีเอมดับเบิลยู) จำนวน 496,050 คัน รถ MINI (มีนี) จำนวน 68,427 คัน และรถ ROLLS-ROYCE (โรลล์ส-รอยศ์) จำนวน 1,271 คัน เฉพาะ BEV หรือ BATTERY ELECTRIC VEHICLE (แบทเตอรี อีเลคทริค เวฮิเคิล) ซึ่งเป็นรถพลังไฟฟ้าล้วนๆ ติดตั้งแบทเตอรี มียอดขายรวม 87,458 คัน หรือลดลงถึงร้อยละ 20.1 จากช่วงไตรมาสแรกปี 2025
ส่วน MERCEDES-BENZ AG สามารถขายรถยนต์ 3 ยี่ห้อ คือ MERCEDES-BENZ (เมร์เซเดส-เบนซ์) MERCEDES-AMG (เมร์เซเดส-เอเอมจี) และ MERCEDES-MAYBACH (เมร์เซเดส-มายบัค) ได้รวมทั้งสิ้น 499,700 คัน หรือลดลงร้อยละ 6 จากช่วงไตรมาสแรกปี 2025 แยกเป็นรถเก๋งกับรถกิจกรรมกลางแจ้ง 419,400 คัน และรถตู้ 80,300 คัน เฉพาะ BEV หรือรถพลังไฟฟ้าล้วนๆ ติดตั้งแบทเตอรี มียอดขายรวม 50,400 คัน คือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากตัวเลขในช่วงไตรมาสแรกปี 2025
รถสายพันธุ์เยอรมันแบบแรกที่นำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังในเดือนนี้ คือ BMW I3 (บีเอมดับเบิลยู ไอ 3) ซึ่งเพิ่งเปิดตัวผ่านสื่อต่างๆ เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2026 และเปรียบได้ว่าเป็นรถ BMW 3 SERIES (บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์ 3) ซึ่งไม่ได้ติดตั้งเครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือระบบขับไฮบริดแบบใดๆ แต่เป็น BEV หรือรถพลังไฟฟ้าล้วนๆ ติดตั้งแบทเตอรี
BMW 3 SERIES เป็น COMPACT LUXURY CAR (คอมแพคท์ ลักชัวรี คาร์) หรือรถเก๋งระดับหรูขนาดเล็กกะทัดรัด และเป็นรถขายดีที่สุดของค่าย “ใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาว” (สารานุกรมออนไลน์ WIKIPEDIA ระบุว่า ในแต่ละปีขายได้ประมาณร้อยละ 30 ของยอดขายโดยรวม) รถอนุกรมนี้เริ่มเข้าสู่สายการผลิตเมื่อเดือนพฤษภาคม 1975 และเปลี่ยนรุ่นไปแล้วรวม 6 ครั้ง ในปี 1982, 1990, 1997, 2004, 2011 และ 2018 ตลอดช่วงเวลากว่าครึ่งศตรรษที่อยู่ในสายการผลิต BMW 3 SERIES มีตัวถังให้เลือกใช้อย่างหลากหลาย ทั้งตัวถัง 4 ประตูซีดาน-ตัวถัง 5 ประตูตรวจการณ์-ตัวถัง 2 ประตูคูเป-ตัวถัง 2 ประตูเปิดประทุน-ตัวถัง 3 ประตูแฮทช์แบค และตัวถัง 5 ประตูลิฟท์แบค ซึ่งมีชื่อเฉพาะว่า GRAN TURISMO (กรัน ตูริสโม)
รถที่จำหน่ายในเมืองเบียร์ขณะนี้ เป็นรถรุ่นที่ 7 เปิดตัวที่งานมหกรรมยานยนต์ปารีสในฝรั่งเศส เมื่อเดือนตุลาคม 2018 มีตัวถังเพียง 2 แบบ คือ ตัวถัง 4 ประตูซีดาน 5 ที่นั่ง ซึ่งเรียกในภาษาเยอรมันว่า BMW 3ER LIMOUSINE กับตัวถัง 5 ประตูตรวจการณ์ 5 ที่นั่ง ซึ่งเรียกในภาษาเยอรมันว่า BMW 3ER TOURING ทั้ง 2 ตัวถังมีทั้งรถขับเคลื่อนล้อหลัง รถขับเคลื่อนทุกล้อ และมีระบบขับให้เลือกรวม 3 แบบ คือ ขับด้วยพลังของเครื่องยนต์สันดาปภายใน (เบนซิน และดีเซล) ขับด้วยพลังของเครื่องยนต์สันดาปภายใน (เบนซิน และดีเซล) ซึ่งทำงานร่วมกันกับระบบ MILD HYBRID หรือไฮบริดแบบอ่อน และขับด้วยระบบ PLUG-IN HYBRID หรือไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟซึ่งใช้เครื่องยนต์เบนซินทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า
ส่วน BMW I3 ที่กำลังอวดตัวอยู่นี้ เป็นส่วนหนึ่งของรถ BMW 3 SERIES รุ่นที่ 8 ซึ่งตามโครงการที่ค่ายนี้กำหนดไว้ จะมีทั้งรถติดตั้งเครื่องยนต์สันดาปภายใน รถติดตั้งระบบไฮบริด และรถพลังไฟฟ้าล้วนๆ ไม่มีการติดตั้งเครื่องยนต์ใดๆ รถพลังไฟฟ้าซึ่งติดป้ายชื่อ BMW I3 เปิดตัวก่อนเพื่อน ส่วนรถประเภทอื่นๆ จะตามมาในภายหลัง
เป็นรถ BMW 3 SERIES รุ่นแรกในช่วงเวลายาวนานถึง 51 ปี ที่เป็นรถพลังไฟฟ้า และนับเป็นรถ NEUE KLASSE (นิว คลาสส์) แบบที่ 2 ของค่ายนี้ ถัดจากรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ BMW IX3 (บีเอมดับเบิลยู ไอเอกซ์ 3) ซึ่งเปิดตัวที่งาน IAA MOBILITY 2025 (ไอเอเอ โมบิลิที 2025) หรือมหกรรมยานยนต์มิวนิค เมื่อเดือนกันยายน 2025 และเริ่มมีจำหน่ายแล้วในประเทศไทย
เป็นรถพลังไฟฟ้าล้วนๆ ขนาดเล็กที่สุดของค่ายนี้ แต่ก็ยังมีขนาดตัวถังโตกว่ารถ BMW 3 SERIES รุ่นที่ 7 ในทุกมิติ ในระยะแรกจะมีแต่ตัวถัง 4 ประตูซีดาน 5 ที่นั่ง ซึ่งยาว 4.760 ม. กว้าง 1.865 ม. สูง 1.480 ม. และมีช่วงฐานล้อยาว 2.897 ม. ส่วนตัวถัง 5 ประตูตรวจการณ์ 5 ที่นั่ง จะตามมาในภายหลัง
เป็นตัวถังซีดานช่วงยื่นหน้ายื่นหลังสั้น ที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด โดยใช้พแลทฟอร์ม GEN6 PLATFORM (เจน 6 พแลทฟอร์ม) ที่ค่ายนี้เพิ่งออกแบบ/พัฒนาขึ้นใหม่ และใช้มาก่อนแล้วในรถ BMW IX3 เป็นพแลทฟอร์มสำหรับรถพลังไฟฟ้าที่ออกแบบให้สามารถติดตั้งเก้าอี้ที่นั่งคู่หน้าไว้กับกล่องแบทเตอรีโดยตรง ซึ่งทำให้รถมีแนวหลังคาต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งผลลัพธ์ก็คือ คุณสมบัติทางอากาศพลศาสตร์มีค่าดีขึ้น
ภายนอกตัวถัง เป็นลักษณะการออกแบบสไตล์เดียวกันกับรถ BMW IX3 จุดที่เห็นได้ชัดก็คือ การรวมดวงโคมไฟหน้า และแผงกระจังหน้ารูปไตที่ค่อนข้างกว้างแต่แบนเป็นพิเศษไว้ในกรอบเดียวกัน ซึ่งส่งผลให้ตัวถังรถดูกว้างกว่าที่เป็นจริง
จะเริ่มการผลิตในเดือนสิงหาคม 2026 โดยใช้โรงงานซึ่งอยู่ในเมือง MUNICH (มิวนิค) ของเยอรมนีเป็นฐานการผลิต และในระยะแรกจะมีรถโมเดลเดียว คือ BMW I3 50 XDRIVE (บีเอมดับเบิลยู ไอ 3 50 เอกซ์ดไรฟ)
เป็นรถขับเคลื่อนทุกล้อ ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ชุด โดยชุดหนึ่งขับล้อคู่หน้า อีกชุดหนึ่งขับล้อคู่หลัง ให้กำลังรวมสูงสุด 345 กิโลวัตต์/469 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 645 นิวทันเมตร/65.8 กก.ม. ป้อนพลังไฟฟ้าด้วยแบทเตอรี LITHIUM-ION (ลิเธียม-ไอออน) ชนิด NICKEL MANGANESE COBALT (นิคเคิล แมงกานีส โคบอลท์) ขนาดความจุ 108.7 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งเมื่อชาร์จไฟเต็ม และวัดตามมาตรฐาน WLTP รถจะวิ่งได้ไกลถึง 900 กม. คือ ไกลกว่ารถพลังไฟฟ้าสายพันธุ์ยุโรปแบบใดๆ ที่มีขายในขณะนี้
ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการสับสน ในอดีต คือ ในช่วงเวลาประมาณ 1 ทศวรรษ ระหว่างปี 2013-2022 BMW เคยทำรถพลังไฟฟ้าติดป้ายชื่อ BMW I3 มาก่อนแล้ว เป็นรถเก๋ง 5 ประตูแฮทช์แบค ขนาดเล็กกว่าเล็กกะทัดรัด ในตัวถังยาว 3.999 ม. กว้าง 1.775 ม. และสูง 1.578 ม. เป็นรถขับเคลื่อนล้อหลังซึ่งมีระบบขับให้เลือก 2 อย่าง คือ ขับด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ไม่มีการติดตั้งเครื่องยนต์ใดๆ กับขับด้วยพลังไฟฟ้าซึ่งติดตั้งเครื่องยนต์เพื่อทำหน้าที่เป็น RANGE EXTENDER (เรนจ์ เอกซ์เทนเดอร์) หรือตัวยืดระยะทางไว้ด้วย
BMW I3 (BMW I3 50 XDRIVE)

