ธุรกิจ
Lamborghini เปิดตำนานครึ่งศตวรรษแห่งความเป็นเลิศ
Lamborghini ซูเพอร์เอสยูวี แห่งความเป็นเลิศจากเมือง Bolognese นับจาก Cheetah สู่ LM002 และ Urus SE ตำนานแห่งสมรรถนะ นวัตกรรม และเหตุการณ์สำคัญในห้วงประวัติศาสตร์Highlight
Sant‘Agata Bolognese-การเดินทางของ Automobili Lamborghini เข้าสู่ตลาดรถเอสยูวี เริ่มต้นขึ้นเมื่อเกือบครึ่งศตวรรษก่อน ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บุกเบิกที่กำหนดแนวทางใหม่ในยุคสมัยนั้น เรื่องราวเริ่มต้นจากการรังสรรค์ Cheetah รถต้นแบบที่เดิมถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำภารกิจทางทหาร และนำไปสู่รุ่น Urus SE ซึ่งเป็นวิวัฒนาการขั้นสูงสุดของคอนเซพท์ซูเพอร์เอสยูวี Lamborghini และยังเป็นสุดยอดยนตรกรรมที่ดีเยี่ยมที่สุดในคลาสส์เดียวกัน
Cheetah เปิดตัวครั้งแรกในงาน Geneva Motor Show ปี 1977 โดยในครั้งนั้น ทั้งรถยนต์รุ่นนี้ และรุ่น LM001 ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอด ยังคงเป็นเพียงรถต้นแบบ แต่ต่อมาโครงการได้ถูกยุติลง จนกระทั่ง จูลิโอ อัลฟิเอรี ได้ใช้ความปราดเปรื่องพลิกโฉมคอนเซพท์เดิม ด้วยการย้ายเครื่องยนต์ V12 ในรุ่น Countach Quattrovalvole มาไว้ด้านหน้า นำไปสู่การถือกำเนิดของรุ่น LM002 ในปี 1986 โดย LM002 นั้นเป็นมากกว่ารถออฟโรดสุดเอกซ์ตรีม แต่ได้กลายเป็นจุดกำเนิดที่แท้จริงของแนวคิดซูเพอร์เอสยูวีของแบรนด์ Lamborghini ในเวลาต่อมา
ด้วยความสามารถในการทำความเร็วเกิน 200 กม./ชม. และพิชิตเนินทรายในทะเลทรายได้อย่างง่ายดายด้วยยางจาก Pirelli ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ ทำให้ LM002 คือ ส่วนผสมแห่งความเป็นเลิศที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทั้งในด้านภาพลักษณ์อันหรูหรา คุณสมบัติเฉพาะตัว และสมรรถนะอันโดดเด่น โดยมีการผลิตดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปี 1992 รวมจำนวนทั้งสิ้น 301 คัน และใน 25 ปีต่อมา มรดกของรถยนต์รุ่นนี้ก็ถูกสานต่อในรุ่น Urus
Urus เปิดตัวครั้งแรกเป็นรถต้นแบบในปี 2012 ก่อนเปิดตัวเวอร์ชันผลิตจริงในปี 2017 ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของทั้งแบรนด์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยการเปิดตัวเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบรุ่นแรกของ Lamborghini ซึ่งไม่เพียงเป็นการสร้างสรรค์รถยนต์ที่มีสมรรถนะเหนือชั้นเท่านั้น แต่บริษัทยังได้สร้างนิยามใหม่ให้แก่พลวัตการขับขี่ที่ก้าวไปไกลการขับขี่บนท้องถนนอีกด้วย ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างระบบบังคับเลี้ยวล้อหลัง และระบบเลือกพลศาสตร์การขับขี่ Tamburo ทำให้ Urus ผสานจิตวิญญาณในสนามแข่งของซูเพอร์สปอร์ทคาร์ เข้ากับความอเนกประสงค์ของรถเอสยูวีได้อย่างลงตัว สามารถดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ และขับเคลื่อนให้ฐานการผลิต Lamborghini ในเมือง Sant‘Agata Bolognese เกิดการขยายตัวครั้งสำคัญอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ชื่อรุ่น Urus นำมาจากคำภาษาละติน โดย Urus หมายถึงชื่อวัว Aurochs ซึ่งเป็นบรรพบุรุษยุคดึกดำบรรพ์ของสายพันธุ์วัวในปัจจุบัน เมื่อเวลาผ่านไป รถยนต์ตระกูล Urus ได้วิวัฒนาการผ่านการตีความแนวคิดซูเพอร์เอสยูวีในรูปแบบต่างๆ โดยแต่ละรุ่นต่างนำเสนอเอกลักษณ์ทางเทคนิค และสไตล์ที่โดดเด่นเป็นของตนเอง โดยเฉพาะรุ่น Urus Performante ที่นำเสนอพลศาสตร์การขับขี่ และสมรรถนะขั้นสูงสุด เห็นได้จากความสำเร็จในการสร้างสถิติใหม่ในการแข่งขัน Pikes Peak International Hill Climb ในขณะที่รุ่น Urus S ได้ตีความคอนเซพท์ซูเพอร์เอสยูวี และนำเสนอในรูปลักษณ์อันสมดุลอย่างลงตัว ระหว่างสมรรถนะ ความหรูหรา และความอเนกประสงค์
เส้นทางแห่งนวัตกรรมอันไม่หยุดนิ่ง นำไปสู่การเปิดตัวรุ่น Urus SE ซูเพอร์เอสยูวีพลัก-อิน ไฮบริดเจเนอเรชันแรกของแบรนด์ และนับเป็นรถรุ่นที่ 2 ที่เปิดตัวภายใต้กลยุทธ์ Direzione Cor Tauri ของบริษัท โดย Urus SE ไม่ได้เป็น Urus ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยผลิตมาเท่านั้น แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญบนเส้นทางการลดการปล่อยคาร์บอนของแบรนด์ Lamborghini ด้วยการนำระบบไฟฟ้ามาเสริมสมรรถนะ ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวของนักขับ และมอบประสบการณ์อันเร้าใจซึ่งเป็นหัวใจของแบรนด์ Lamborghini
รถตระกูล Urus ได้สะท้อนถึงปรัชญาของ Lamborghini ได้อย่างสมบูรณ์ และยังมีขอบเขตที่เหนือล้ำกว่าความเป็นเลิศทางเทคนิค และสมรรถนะ ด้วยการนำเสนอโปรแกรม Ad Personam และรุ่นพิเศษอีกมากมาย ทำให้ซูเพอร์เอสยูวีรุ่นนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเอกซ์คลูซีฟ สไตล์อันโดดเด่น และการตกแต่งแบบเฉพาะบุคคล ตั้งแต่คอลเลคชัน Pearl Capsule และ Graphite Capsule ไปจนถึง Urus SE รุ่นพิเศษที่เปิดตัวในงาน Art Basel Miami Beach 2024 และล่าสุด กับรุ่น Urus SE “Tettonero” Capsule ซึ่งเผยโฉมเร็วๆ นี้ในงาน Milan Design Week 2026
สุดท้าย คือ Urus รุ่นพิเศษที่พัฒนาขึ้นสำหรับตำรวจรัฐบาลกลางของอิตาลี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความเป็นเลิศด้านยนตรกรรมของ Lamborghini สามารถนำมาใช้สนับสนุนภารกิจสำคัญได้ ทั้งการขนส่งอวัยวะ และพลาสมาในกรณีเร่งด่วน
LM002
ประวัติศาสตร์เอสยูวีของ Lamborghini สามารถย้อนกลับไปเมื่อปี 1977 เมื่อบริษัทซึ่งมีฐานการดำเนินงานในเมือง Sant‘Agata Bolognese ได้เปิดตัวรถยนต์รุ่น Cheetah ในงาน Geneva Motor Show โดยเป็นรถต้นแบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่พัฒนาขึ้นเพื่อภารกิจทางทหาร รถคันนี้สร้างขึ้นโดยความร่วมมือกับบริษัท MTI ของสหรัฐอเมริกา ติดตั้งเครื่องยนต์ V8 Chrysler แบบวางท้าย แชสซีส์เหล็กแบบ Tubular และตัวถังไฟเบอร์กลาสส์แบบเปิด แม้จะเป็นแนวคิดที่ล้ำสมัย แต่ในท้ายที่สุด Cheetah ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการทำสัญญากับภาครัฐ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนา
ต่อมา โครงการได้พัฒนารุ่น LM001 ซึ่งเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ V12 จากรุ่น Countach ของ Lamborghini โดยยังคงวางเครื่องยนต์ไว้ด้านหลังเหมือนเดิม อย่างไรก็ดี การทดสอบในภูมิประเทศแบบทะเลทรายทำให้เห็นถึงข้อจำกัดด้านการกระจายน้ำหนัก ทำให้วิศวกร จูลิโอ อัลฟิเอรี กลับมาทบทวนการออกแบบสถาปัตยกรรมของตัวรถใหม่ทั้งหมด ด้วยการพัฒนารถต้นแบบ LMA (Lamborghini Militaria Anteriore) ซึ่งได้ย้ายระบบส่งกำลังไปไว้ด้านหน้า พร้อมเพิ่มเกียร์ธรรมดา ZF 5 จังหวะ และออพชันการเลือกปลดการขับเคลื่อนล้อหน้า การพัฒนาในเฟสนี้ยังครอบคลุมรุ่น LM003 เวอร์ชันทดลอง ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลแบบ VM และรุ่น LM004 ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ V12 ขนาด 7.0 ลิตรซึ่งพัฒนามาจากเครื่องยนต์เรือ
โครงการได้นำเสนอผลงานที่สมบูรณ์แบบขั้นสุดในงาน Brussels Motor Show ปี 1986 ด้วยการเปิดตัวรุ่น LM002 ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นซูเพอร์เอสยูวีคันแรกของโลก ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V12 ขนาด 5.2 ลิตรที่นำมาจากรุ่น Countach Quattrovalvole ให้กำลัง 450 แรงม้า สามารถบรรทุกน้ำหนัก 2.7 ตันพร้อมทำความได้เร็วเกิน 200 กม./ชม. และเพื่อการันตีสมรรถนะอันยอดเยี่ยมแม้ในสภาพการขับขี่ที่ท้าทายที่สุด Pirelli ยังได้พัฒนายางรุ่น Scorpion BK ขึ้นสำหรับรุ่น LM002 โดยเฉพาะ
การออกแบบห้องโดยสารมอบความสมดุลอันเป็นเอกลักษณ์ ระหว่างขีดความสามารถในการลุยแบบออฟโรด และรายละเอียดของงานฝีมืออันหรูหรา ทั้งเบาะหนัง การใช้งานไม้ตกแต่ง เครื่องปรับอากาศ และอุปกรณ์ตกแต่งระดับเอกซ์คลูซีฟมากมาย การผลิตรถรุ่นนี้สิ้นสุดลงในปี 1992 หลังจากผลิตไปแล้วทั้งสิ้น 301 คัน รวมถึงรุ่น LM/American ที่เปิดตัวในปี 1989 สำหรับตลาดสหรัฐอเมริกา
Urus
ณ สำนักงานใหญ่ในเมือง Sant‘Agata Bolognese ปี 2017 Automobili Lamborghini ได้สร้างหมุดหมายสำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์ของแบรนด์ ด้วยการเปิดตัว Urus ซูเพอร์เอสยูวียุคใหม่คันแรกของแบรนด์ และเพื่อรองรับการพัฒนาแบบก้าวกระโดดครั้งใหญ่ทั้งในด้านเทคโนโลยี และระบบอุตสาหกรรม บริษัทจึงขยายพื้นที่โรงงานจาก 80,000 เป็น 160,000 ตรม. พร้อมเปิดโรงพ่นสีใหม่อันล้ำสมัยอีก 1 แห่ง
หัวใจของรถรุ่นนี้ คือ เครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบขนาด 4.0 ลิตร นับเป็นเครื่องยนต์เทอร์โบรุ่นแรกในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของ Lamborghini พัฒนาขึ้นเพื่อมอบแรงบิดที่ยอดเยี่ยมได้แม้ในรอบเครื่องยนต์ต่ำ โดย Urus มีกำลังเครื่อง 650 แรงม้า และแรงบิด 850 นิวทันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.6 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 305 กม./ชม. เสริมสมรรถนะด้วยระบบเบรคคาร์บอนเซรามิค พร้อมจานเบรกหน้าขนาด 440 มม. ซึ่งเป็นขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยใช้ในรถยนต์รุ่นผลิตจำหน่ายจริงในช่วงเวลาที่เปิดตัว
การออกแบบซูเพอร์เอสยูวีรุ่นนี้นำแรงบันดาลใจมาจากมรดกของ Lamborghini โดยตรง สัดส่วนต่างๆ ของตัวรถใช้อัตราส่วนอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ โดยตัวถังใช้อัตราส่วน 2 ใน 3 และพื้นที่กระจกใช้แบบ 1 ใน 3 ในขณะที่ซุ้มล้อใช้รูปทรงหกเหลี่ยมเพื่อเชิดชูรุ่น LM002 และ Countach ส่วนในด้านพลศาสตร์การขับขี่ ควบคุมผ่านตัวเลือกโหมด Tamburo ที่ให้ผู้ขับเลือกได้ทั้งโหมด Strada, Sport, Corsa, Neve, Terra และ Sabbia เสริมจากโหมด Ego ที่สามารถปรับการตั้งค่าได้ตามต้องการ
Urus ยังยกระดับความคล่องตัวด้วยระบบบังคับเลี้ยวล้อหลัง และเหล็กกันโคลงแบบแอคทีฟ ในขณะที่ห้องโดยสารสะท้อนปรัชญา “Feel like a Pilot” ของ Lamborghini ได้อย่างชัดเจน ผ่านการออกแบบที่กำหนดให้ผู้ขับเป็นศูนย์กลาง โดยมาพร้อมระบบ Lamborghini Infotainment System III พร้อมหน้าจอสัมผัสคู่
องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้ Urus ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว สามารถดึงดูดลูกค้าใหม่จำนวนมากให้เข้ามาสัมผัสกับแบรนด์ และเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจของ Lamborghini ทั่วโลก
Urus Performante
Urus Performante ยกระดับคอนเซพท์ของซูเพอร์เอสยูวีไปอีกขั้น ทั้งด้านสมรรถนะ พลศาสตร์การขับขี่ และความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวของนักขับ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นมาตรฐาน พัฒนาการทางเทคนิคที่สำคัญจะอยู่ที่ระบบกันสะเทือน เพราะ Performante เลือกใช้ชุดกันสะเทือนที่เน้นความแม่นยำเชิงพลศาสตร์ระดับสูงสุด โดยเปลี่ยนจากระบบกันสะเทือนถุงลมแบบปรับได้ มาเป็นระบบสปริงเหล็กที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ โซลูชันทางเทคนิคนี้การันตีการตอบสนองที่แม่นยำกว่า มอบการควบคุมรถได้อย่างเหมาะสมที่สุด พร้อมช่วยลดการโคลงตัวในสภาพการขับขี่สุดท้าทาย
เครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ ให้กำลังเครื่อง 666 แรงม้า และแรงบิด 850 นิวทันเมตร มอบสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมในทุกสภาพการขับขี่ และด้วยการใช้คาร์บอนไฟเบอร์ในหลายองค์ประกอบ และการลดภาระน้ำหนักอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้รถรุ่นนี้สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ใน 3.3 วินาที และทำความเร็วสูงสุดถึง 306 กม./ชม.
ระบบอากาศพลศาสตร์ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ด้วยฝากระโปรงคาร์บอนไฟเบอร์แบบใหม่ และสปอยเลอร์หลังที่ได้แรงบันดาลใจจากรุ่น Aventador SVJ ซึ่งพัฒนามาเพื่อเพิ่มแรงกดช่วงท้ายรถ โดยในปี 2022 Urus Performante ยังสร้างสถิติในกลุ่มเอสยูวีรุ่นผลิตจำหน่ายจริง จากการเข้าร่วมการแข่งขัน Pikes Peak International Hill Climb โดยสามารถทำเวลาที่ 10:32.064 นาที
ทุกรายละเอียดของ Urus Performante นับตั้งแต่ระบบท่อไอเสียไทเทเนียมแบบ Akrapovič ไปจนถึงยาง Pirelli P Zero Trofeo R ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ ล้วนตอกย้ำถึงสมรรถนะอันเหนือชั้น ซึ่งผสานดีเอนเอของซูเพอร์สปอร์ทคาร์ เข้ากับความอเนกประสงค์ของซูเพอร์เอสยูวีได้อย่างสมบูรณ์แบบ
Urus S
Urus S เปิดตัวในปี 2022 โดยเป็นซูเพอร์เอสยูวีของ Lamborghini ที่ออกแบบโดยการผสานสมรรถนะ ความหรูหรา และความอเนกประสงค์เข้าไว้ด้วยกัน นำเสนอเสริมจากรุ่น Urus Performante เพื่อขยายไลน์อัพของตระกูล Urus ให้ครอบคลุม โดย Urus S ใช้เครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ 666 แรงม้าเหมือนกับ Performante ซึ่งมอบสมรรถนะขั้นสูง ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.5 วินาที และความเร็วสูงสุด 305 กม./ชม.
Urus S โดดเด่นด้วยระบบกันสะเทือนถุงลมแบบปรับได้ที่ปรับแต่งมาโดยเฉพาะ พัฒนามาเพื่อมอบสมดุลที่ลงตัวระหว่างความสบาย พลศาสตร์การขับขี่ และความอเนกประสงค์ในทุกสภาพการใช้งาน
การออกแบบรถยนต์รุ่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาสไตล์ที่โฉบเฉี่ยว และประณีตยิ่งขึ้นในหลายส่วน ทั้งกันชนหน้าแบบใหม่พร้อมแผ่นปิดใต้ท้องรถสเตนเลสส์สตีลสีดำด้าน และฝากระโปรงพร้อมช่องลมเข้าที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ โดยมีออพชันวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ให้เลือก
Urus S นำเสนอตัวเลือกโทนสี และการตกแต่งมากมาย ผ่านโปรแกรมการตกแต่ง Ad Personam แนวใหม่ ด้วยเฉดสีภายนอก และภายในกว่า 60 เฉด พร้อมลายเย็บตะเข็บแบบ Sophisticated และ Sportivo ใหม่ สะท้อนความมุ่งมั่นของแบรนด์ Lamborghini ทั้งในด้านงานดีไซจ์น งานฝีมือขั้นสูง และการตกแต่งรถสำหรับลูกค้าเฉพาะรายบุคคล
Urus SE
การนำเสนอรุ่น Urus SE ทำให้ Automobili Lamborghini ก้าวเข้าสู่ยุคของระบบไฟฟ้าแบบพลัก-อิน ไฮบริด อย่างเป็นทางการด้วยการเปิดตัว Urus รุ่นที่ทรงพลังที่สุดในไลน์อัพ โดย Urus SE เปิดตัวในปี 2024 ที่งาน Auto China Beijing ถือเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ในกลยุทธ์ Direzione Cor Tauri ด้วยการผสานเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า 141 กิโลวัตต์ ซึ่งทำให้ระบบนี้ให้กำลังเครื่องรวม 800 แรงม้า และแรงบิด 950 นิวทันเมตร ทำความเร็วสูงสุดได้ 312 กม./ชม. และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.4 วินาที
ด้วยแบทเตอรีขนาด 25.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ทำให้ซูเพอร์เอสยูวีรุ่นนี้สามารถวิ่งในโหมดไฟฟ้าล้วนได้ไกลกว่า 60 กม. ส่วนในด้านเทคนิค Urus SE นำเสนอชุดกระจายแรงบิดกลางแบบอีเล็คทรอนิคส์ และเฟืองท้ายลิมิเทดสลิพหลังที่ควบคุมด้วยระบบอีเลคทรอนิคส์ ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ และมีไดนามิคมากขึ้น
ระบบอากาศพลศาสตร์ของ Urus SE ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการระบายความร้อนของระบบส่งกำลัง และระบบเบรค ฝากระโปรงแบบยกลอยดีไซจ์นใหม่ได้แรงบันดาลใจจาก Revuelto ส่วนช่วงท้ายมาพร้อมดิฟฟิวเซอร์ใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มแรงกดเมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูง
สำหรับห้องโดยสาร ติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนท์พร้อมจอแสดงผลแบบใหม่ที่สามารถจัดการพลังงานแบบไฮบริด และการแสดงข้อมูลเทเลเมทรีโดยเฉพาะ การตกแต่งสำหรับลูกค้าเฉพาะรายได้รับการยกระดับ ด้วยการนำเสนอตัวเลือกสีตัวถังมากกว่า 100 สี และการผสมผสานรูปแบบการตกแต่งภายในกว่า 47 แบบ เสริมด้วยยาง Pirelli P Zero พร้อมเทคโนโลยี Elect ที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับรุ่นไฮบริด
Lamborghini Urus ST-X
ในเดือนพฤศจิกายน 2018 Lamborghini Squadra Corse ได้เปิดตัวรุ่น Urus ST-X Concept ซึ่งเป็นการตีความซูเพอร์เอสยูวีของ Lamborghini ในสไตล์รถแข่งเป็นครั้งแรก
ST-X โดดเด่นด้วยตัวถังสีเขียวด้าน Verde Mantis โดยมีน้ำหนักเบากว่ารุ่นที่ใช้งานบนท้องถนนทั่วไปถึง 25 % และมาพร้อมกับอุปกรณ์ความปลอดภัยที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน FIA ซึ่งรวมถึงโครงเหล็กนิรภัย ระบบดับเพลิง และถังน้ำมันเชื้อเพลิงมาตรฐาน
FT3 รถรุ่นนี้ขับเคลื่อนขุมพลังเครื่องยนต์ V8 ที่ให้กำลังเครื่องถึง 650 แรงม้า มาพร้อมกับโซลูชันสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะมากมาย อาทิ ท่อไอเสียด้านข้างรูปทรงหกเหลี่ยม ปีกหลังแบบยึดตายตัว และล้อขนาด 21 นิ้วแบบนอทยึดตัวเดียว พร้อมยาง Pirelli ซึ่งถือเป็นการถ่ายทอดความเชี่ยวชาญขั้นสูงสุดของ Lamborghini Squadra Corse มาสู่รถซูเพอร์เอสยูวีอย่างแท้จริง
รุ่นพิเศษ
ความเอกซ์คลูซีฟของซูเพอร์เอสยูวี Lamborghini สะท้อนผ่านคอลเลคชันที่พัฒนาโดยแผนก Ad Personam ช่วยยกระดับทั้งงานดีไซจ์น และการตกแต่งรถให้ตรงกับความต้องการเฉพาะรายมากขึ้น โดยคอลเลคชัน Pearl Capsule ที่เปิดตัวในปี 2020 โดดเด่นด้วยสีมุกแบบหลายชั้น ผสานกับรายละเอียดสีดำเงา และการตกแต่งภายในแบบทูโทนพร้อมลวดลายการเย็บเบาะแบบ Q-Citura ในขณะที่คอลเลคชัน Graphite Capsule ซึ่งตามมาในภายหลัง นำเสนอเฉดสีแบบด้าน จับคู่กับสีสันที่ใช้เน้นรายละเอียดเฉพาะจุด
ที่ควรกล่าวถึงเป็นพิเศษ คือ Urus Performante “Essenza SCV12” รุ่นลิมิเทดเอดิชันที่สงวนไว้สำหรับเจ้าของไฮเพอร์คาร์สำหรับใช้ในสนามแข่งชื่อเดียวกัน โดยมาพร้อมรายละเอียดการตกแต่งแบบ Ad Personam สุดพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโลกมอเตอร์สปอร์ท
ภายในงาน Art Basel Miami Beach 2024 Lamborghini ยังนำเสนอรถยนต์ Urus SE รุ่นพิเศษที่นำแรงบันดาลใจมาจากเมืองไมแอมี มาพร้อมการผสมสีอันประณีตด้วยการตกแต่งสี Blu Glauco และรายละเอียดงานฝีมือที่ใช้เวลานานถึง 230 ชม.
และสุดท้ายในงาน Milan Design Week 2026 แบรนด์ยังได้เผยโฉม Urus SE “Tettonero” Capsule รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นรุ่นลิมิเทดเอดิชันผลิตเพียง 630 คัน โดดเด่นด้วยการตัดกันระหว่างดีไซจ์นตัวถังกับหลังคาสีดำเงา ผสานการตกแต่งพร้อมรายละเอียดอันประณีตที่ช่วยขับเน้นตัวตนความเป็นซูเพอร์เอสยูวีของ Lamborghini ได้อย่างโดดเด่น
Lamborghini Urus รุ่นสำหรับหน่วยงานตำรวจรัฐบาลกลาง
ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม และนวัตกรรมเทคโนโลยีของ Lamborghini ยังถูกนำมาใช้เพื่อบริการสาธารณะ ผ่านความร่วมมืออันยาวนานกับตำรวจรัฐบาลกลางอิตาลี ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์ได้ส่งมอบรถยนต์จำนวนหลายคันสำหรับการทำภารกิจพิเศษ รวมถึงรุ่น Urus Performante ที่เข้าประจำการในปี 2023
รถรุ่นนี้ตกแต่งโดย Centro Stile Lamborghini ด้วยลวดลายสีน้ำเงิน และขาวตามแบบฉบับดั้งเดิม และติดตั้งอุปกรณ์สำหรับการขนส่งอวัยวะเร่งด่วน และภารกิจทางการแพทย์ พร้อมคุณสมบัติเฉพาะ อาทิ ระบบทำความเย็นแบบพกพา เครื่องกระตุกหัวใจ และอุปกรณ์ฉุกเฉิน
ภายใต้บริบทนี้ สมรรถนะเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ 666 แรงม้า จึงพร้อมแปรเปลี่ยนเป็นขุมพลังในการปฏิบัติภารกิจได้อย่างรวดเร็วฉับไว เพื่อร่วมปกป้อง และรักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม











