ช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยถึง 3 เรื่อง
เรื่องแรก กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น ที่ตั้งฐานการผลิตในไทยมายาวนาน ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีให้เกิดความเป็นธรรม เนื่องจากตอนนี้ผู้ผลิตรถไฟฟ้าได้รับสิทธิประโยชน์มากจนได้เปรียบในการแข่งขันด้านราคา
เรื่องที่ 2 ผู้ผลิตรถยนต์จีนขอให้ภาครัฐผ่อนผันเงื่อนไขตามมาตรการส่งเสริม EV เรื่องการผลิตในประเทศ
และเรื่องที่ 3 ประเทศอินโดนีเซียประกาศพร้อมให้สิทธิประโยชน์แก่ TOYOTA (โตโยตา) หากย้ายฐานการผลิต รวมทั้งเครือข่ายซัพพลายเออร์ จากไทยไปที่นั่น
เรื่องใหญ่ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังมีปัญหา
ประเด็นที่ค่ายรถญี่ปุ่นออกมาเรียกร้องนั้นไม่น่าแปลกใจ เพราะบรรดา “เพื่อนเก่า” ของเราล้วนลงทุนในประเทศไทยมาหลายสิบปี แต่พอรัฐอยากเร่งให้ไทยเข้าสู่ยุคไฟฟ้า โดยใช้มาตรการจ่ายเงินอุดหนุน ลดภาษีสรรพสามิต และให้สิทธิพิเศษต่างๆ ผลประโยชน์กลับตกไปอยู่กับ “เพื่อนใหม่” หรือผู้ผลิตจากจีนที่มีรถไฟฟ้าพร้อมขายทันที
ปัญหาเกิดจากรัฐต้องการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ แต่เครื่องมือที่ใช้ในระยะแรกกลับเอื้อต่อการนำเข้า มากกว่าการสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่ในประเทศ
อย่างไรก็ตาม วันนี้ดูเหมือนรัฐจะเริ่มไหวตัว ส่งสัญญาณปรับโครงสร้างภาษีใหม่ ให้สิทธิประโยชน์สัมพันธ์กับการลงทุน และการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น ลดความได้เปรียบของการนำเข้ารถสำเร็จรูป เมื่อเทียบกับผู้ที่ผลิตจริงในไทย
ผมมองว่า นี่คือทิศทางที่ถูกต้อง เพราะเพื่อนเก่าไม่ได้ขอสิทธิพิเศษ แต่ขอความเป็นธรรม ที่รัฐควรมีให้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
ส่วนประเด็นที่ผู้ผลิตรถจีนที่เข้าร่วมมาตรการ EV ต้องการเวลาในการปรับตัวจากผู้นำเข้า มาเป็นผู้ผลิตในประเทศ ผมเห็นว่า เรื่องนี้ก็พอมีเหตุผลเช่นกัน
เนื่องจากการตั้งโรงงานสักแห่งทำได้ง่าย และรวดเร็วกว่าการสร้าง SUPPLY CHAIN ทั้งระบบมาก โดยเฉพาะเมื่อเป็น SUPPLY CHAIN ของรถไฟฟ้าที่ต้องสร้างขึ้นใหม่แทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโรงงานมอเตอร์ โรงงานแบทเตอรี โรงงานชิ้นส่วนอีเลคทรอนิคส์ ฯลฯ
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลก็เคยยอมให้มีการขยายเวลา หรือปรับวิธีนับการผลิตชดเชยในมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 เพื่อให้ผู้ประกอบการเดินหน้าลงทุนต่อได้ แทนที่จะบังคับใช้เงื่อนไขจนเกิดผลกระทบต่อทั้งอุตสาหกรรม
แต่การผ่อนผันก็ต้องมาพร้อมเงื่อนไขที่เพิ่มขึ้น เช่น เพิ่มภาระผลิตชดเชย หรือระงับเงินอุดหนุนระหว่างผ่อนผัน หรือต้องเสนอแผนจัดหาชิ้นส่วนในประเทศที่ชัดเจน ฯลฯ
ที่สำคัญ ต้องตรวจสอบได้ว่า บริษัทจะลงทุนอะไรเพิ่มในไทย ใช้ชิ้นส่วนไทยเพิ่มเท่าไร จ้างงานเพิ่มกี่คน มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอะไร และไทยจะได้มากกว่าการเป็นโรงงานประกอบรถหรือไม่
จุดนี้รัฐต้องระวังอย่างมาก ไม่ปล่อยให้ใครฉวยโอกาส “บิด” เงื่อนไข หลังรับผลประโยชน์ไปเต็มๆ อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว
หลังจากพิจารณาเรื่องใหญ่ 2 เรื่องแล้ว ทำให้รู้สึกได้ว่า ข่าวอินโดนีเซียชวน TOYOTA ย้ายฐาน น่ากังวลกว่าที่คิด
รถญี่ปุ่นเรียกร้องความเป็นธรรม เพราะกลัวสูญเสียฐานอุตสาหกรรมเดิม
รถจีนขอผ่อนผัน เพราะกำลังอยู่ระหว่างสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่
ส่วนอินโดนีเซียกำลังพยายามดึงฐานอุตสาหกรรมของอนาคตไปจากไทย
แม้มันจะไม่ได้แปลว่า TOYOTA กำลังจะปิดโรงงานในประเทศไทย เพราะการย้ายฐานการผลิตขนาดใหญ่ที่มีโรงงาน ซัพพลายเออร์ บุคลากร และระบบส่งออกฝังรากอยู่ในไทยมานานหลายสิบปี ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในวันพรุ่งนี้
แต่ถ้าเราคิดว่า เป็นไปไม่ได้ร้อยเปอร์เซนต์ นั่นก็ประมาทเกินไป
การแข่งขันยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องย้ายทั้งยวง โรงงานเดิมในไทยอาจยังอยู่ ผลิตรถรุ่นเดิมต่อไปอีกหลายปี แต่เมื่อถึงเวลาตัดสินใจลงทุนสำหรับผลิตภัณฑ์ยุคต่อไป TOYOTA อาจเลือกไปอินโดนีเซีย ก็ได้ ใครจะรู้
ในอดีต ไทยได้เปรียบประเทศเพื่อนบ้านจากโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ครบกว่า มีผู้ผลิตชิ้นส่วนจำนวนมาก มีแรงงานที่มีทักษะ มีท่าเรือ และระบบลอจิสติคส์ และมีประสบการณ์เป็นฐานผลิตรถยนต์เพื่อส่งออก
แต่วันนี้คู่แข่งแข็งแรงขึ้น โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ที่มีตลาดในประเทศขนาดใหญ่กว่า มีทรัพยากรที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมแบทเตอรี และรัฐบาลของเขาแสดงให้เห็นชัดว่า พร้อมใช้มาตรการเชิงรุก เพื่อดึงทั้งผู้ผลิตรถ และห่วงโซ่อุปทานเข้าประเทศ
ปัญหาของเราจึงไม่ใช่แค่เรื่องรถญี่ปุ่นกับรถจีน สันดาป หรือไฟฟ้า แต่เป็นการแข่งขันระหว่างประเทศว่า ใครจะสามารถรักษาการลงทุนในอุตสาหกรรมไว้ได้มากกว่ากัน
ฉะนั้น รัฐไม่ควรแก้ปัญหานี้ด้วยการเลือกข้างญี่ปุ่น หรือจีน ไฟฟ้า หรือสันดาป แต่ต้องเลือกข้างประเทศไทยเท่านั้น
หลักคิดของนโยบายภาษีรถยนต์ยุคต่อไปต้องยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก โดยประกาศกติกาเดียวกันสำหรับผู้ผลิตทุกสัญชาติ และผูกสิทธิประโยชน์ทั้งหมดเข้ากับผลงานที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย ใครลงทุน และสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมในไทยมาก ก็ได้รับสิทธิ์มาก ใครนำเข้าเป็นหลัก สร้างมูลค่าในประเทศน้อย ก็ต้องเสียภาษีมากขึ้น และรับสิทธิ์น้อยลง
นี่คือทางออกที่รักษาทั้งฐานการผลิตเดิม เปิดทางให้ฐานการผลิตใหม่ และทำให้การแข่งขันเกิดขึ้นบนเงื่อนไขที่เป็นธรรม
เพราะเป้าหมายสำคัญที่สุด คือ การทำให้ไทยยังเป็นประเทศที่ทุกค่ายต้องการมาผลิตรถยนต์รุ่นต่อไป
บทความแนะนำ

