รอบรู้เรื่องรถ
เมื่อคนเก่ง “ต้องโกง” เพราะความกลัว (ตอน 1)
ย้อนหลังไปประมาณ 10 ปี ถ้าถามว่า “บริษัทรถไหน ที่ใหญ่ที่สุดในโลก” ซึ่งแน่นอนว่า เราจะไม่นับพื้นที่ของบริษัท และโรงงาน ไม่นับจำนวนพนักงาน หรือมูลค่าของผลประกอบการ แต่จะนับจำนวนรถทั้งหมด ที่ขายได้ใน 1 ปีครับ
ถ้าให้ทายชื่อบริษัทที่ว่านี้ ผมเชื่อว่า ชื่อบริษัทรถญี่ปุ่นรายหนึ่ง น่าจะเป็นชื่อที่คนส่วนใหญ่นึกถึงทันที แต่ผิดครับ ถ้าบอกใบ้ให้ว่า เป็นบริษัทรถของเยอรมนี พอจะเดากันได้ไหมครับ อย่าเพิ่งอ่านต่อ แต่ลองทายดูครับ ผมว่าน่าจะมีโอกาสถูกมากพอสมควร
ใช่แล้วครับ VOLKSWAGEN (โฟล์คสวาเกน) แต่ใครที่ทายพลาดไป ก็มีเหตุผลพอนะครับ เพราะที่จริงแล้ว เราก็ไม่ได้เห็นโลโกของรถบแรนด์นี้กันมากนัก แต่มันมาจากการ “ระดมพล” จากบแรนด์ต่างๆ ที่ VOLKSWAGEN กว้านซื้อมาสั่งสมไว้เป็นแรมปี ด้วยความทะเยอทะยาน หวังจะครองอุตสาหกรรมรถยนต์ของโลกนี้ ซึ่งไม่เคยมีใครทำสำเร็จ และในความเห็นของผม จะไม่มีใครที่ทำสำเร็จได้เลย มาดูกันว่ามีบแรนด์อะไรบ้าง ที่อยู่ในสังกัด 1. VOLKSWAGEN แน่นอนอยู่แล้ว 2. PORSCHE (โพร์เช) 3. AUDI (เอาดี) 4. LAMBORGHINI (ลัมโบร์กินี) 5. BENTLEY (เบนท์ลีย์) 6 SKODA (สโกดา) 7. SEAT (เซอัท) 8. BUGATTI (บูกัตตี)
แล้วเกิดอะไรขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่ทำให้ “ขาใหญ่” ของวงการรถยนต์รายนี้ ไปไม่ถึงฝั่งฝัน ไม่ได้มีใครมาทำร้าย หรือโจมตีหรอกครับ สาเหตุสำคัญมาจากปัญหาภายในเป็นส่วนใหญ่ แล้วสถานะของยักษ์ใหญ่ในวันนี้ อยู่ห่างจากจุดหมายที่ตั้งไว้ขนาดไหน ผมว่าเลิกกะระยะเวลาไปได้เลย เพราะ VOLKSWAGEN วันนี้ อาการร่อแร่ครับ ถ้าใช้ภาษายุคใหม่ ก็คงต้องบอกว่า “หมดสภาพ” เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 88 ปี ของบริษัทนี้ ที่จำเป็นต้องตัดสินใจปิดโรงงาน และปลดพนักงาน เพื่อให้กิจการดำเนินต่อไปได้ และเป็นโรงงานใหญ่ของเมือง DRESDEN ในเยอรมนีเองเสียด้วย คนงานที่เคยภาคภูมิใจว่าเป็นลูกจ้างของผู้ผลิตรถยนต์ ที่กิจการมั่นคงระดับแถวหน้าของโลก จำนวน 35,000 คน ถูกลอยแพทันที ตามที่ผมได้เกริ่นไว้ตั้งแต่ช่วงต้นแล้วว่า ปัญหาไม่ได้มาจากภายนอก เพราะยังมีคนที่พอใจผลิตภัณฑ์ของ VOLKSWAGEN เสมอ ไม่ว่าจะในระดับราคาต่ำ หรือสูงแค่ไหน จะต้องมีรุ่น และบแรนด์ใดก็ตามในเครือนี้ ที่สนองความต้องการได้เสมอ แต่เป็นเพราะปัญหาภายในที่กัดกิน และทำลายความมั่นคงของบริษัทอย่างช้าๆ แต่สม่ำเสมอ ซึ่งก็คือ การบริหารแบบเผด็จการ โดยผู้นำขององค์กร ที่ไม่มีใครสามารถปลดออกได้ เพราะเป็นตัวแทนของครอบครัวที่ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งก็คือ FERDINAND PIECH “หลานตา” ของ FERDINAND PORSCHE ผู้ให้กำเนิดรถ VOLKSWAGEN นั่นเอง
เท่าที่ผมเคยอ่านประวัติของ PIECH คนนี้ การบริหารของเขา กินเวลายาวนานถึง 20 ปี เหลือเฟือสำหรับการทำลายบริษัทของตนเองให้ล่มจม แม้จะเป็นไปในแบบที่ ทั้งไม่รู้ตัว และไม่ได้ตั้งใจก็ตาม ผมว่าความ “โหด” ของ PIECH นี่ ถึงขั้นที่น่าจะเปลี่ยนคำว่าบริหาร ให้เป็นคำว่าปกครอง ได้เลย ลูกน้องที่ทำงานผิดพลาด (ซึ่งที่จริงแล้วอาจเป็นแค่ทำงานได้ไม่ถูกใจ) ครั้งที่ 2 จะถูกไล่ออกทันที ว่ากันว่าขนาดวิศวกรใหญ่ ฝีมือดี ที่จะต้องเข้าร่วมการประชุมกับ PIECH มักจะออกอาการเครียด ถึงขั้นมือ และเสียงสั่นเลยทีเดียว คนเหล่านี้เหลือเพียงความหวังเดียว คือ เฝ้ารอวันที่ PIECH หมดอำนาจ แต่เมื่อวันนั้นมาถึง คนใหม่ที่มาแทนที่ คือ MARTIN WINTERKORN กลับถอดแบบ PIECH มาเกือบครบ เมื่อการทำงานผิดพลาดเพียงเล็กน้อย หรือผลงานที่ออกมา ไม่เป็นที่ถูกใจ “นายใหญ่” ถูกประเมินว่าเป็นความผิดร้ายแรง สมควรถูกลงโทษอย่างหนัก พร้อมกับการประจานต่อเพื่อนร่วมงาน บรรดาวิศวกรก็ไม่เหลือทางอื่นให้เลือก นอกเสียจากว่าจะซุกปัญหาไว้ให้มิดชิดที่สุด นานที่สุด และนำเสนอแต่ผลงานที่ฟังแล้ว เป็นด้านบวกล้วนๆ ในห้องประชุม และสิ่งนี้ไม่ใช่พฤติกรรมของบรรดาวิศวกรระดับหัวหน้าเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงฝ่ายการเงิน ซึ่งมีความสำคัญพอๆ กัน หรืออาจจะสำคัญต่อผลประกอบการของบริษัทยิ่งกว่าเสียอีกด้วย
ภาพลักษณ์ของ VOLKSWAGEN จึงเป็นแบบภายนอกสวยหรู แต่ภายในเต็มไปด้วยรูพรุน ไม่ใช่แค่บริหารอย่างโหดเท่านั้น WINTERKORN ยังเป็นพวกหลงตัว และ “คิดการใหญ่” อีกด้วย ปี คศ. 2007 เขาออก “กลยุทธ์ครองโลก 2018” และแถลงในที่ประชุมใหญ่ประจำปี อย่างภาคภูมิใจว่า จะนำองค์กรในฝันนี้ ไปสู่การครอง “โลกรถยนต์” ใบนี้แต่เพียงผู้เดียวภายใน 10 ปี ทำนองเก่งทุกด้าน ตั้งแต่ยอดขายมากที่สุดในโลก ผลกำไร มากที่สุดในโลก ความพึงพอใจของลูกค้า ต้องสูงสุด นวัตกรรม ก็ต้องอยู่แถวหน้าของโลกด้วย ความคิดแนวเผด็จ โดย “ฮิตเลอร์” ของวงการผลิตรถยนต์เช่นนี้ ย่อมต้องมีเหยื่อ และต้องใหญ่โตมากๆ ด้วย ที่สมควรถูกทำลายให้ย่อยยับ
ทายถูกกันไหมครับ ว่าเป็นบแรนด์ไหน “TOYOTA (โตโยตา)” ครับ ถ้าผมเป็น WINTERKORN คนนี้ ถึงผมจะหลงตัว มักใหญ่ใฝ่สูงแค่ไหน ผมก็จะต้องรู้ตัวอยู่เสมอ ไม่ฝันกลางแดด ว่าจะเอาชนะ TOYOTA ที่สั่งสมชื่อเสียงในด้านที่ผมตั้งเป้าหมายไว้ มานานหลาย 10 ปี โดยเฉพาะชื่อเสียงที่ลูกค้าให้ความสำคัญที่สุด ซึ่งก็คือ ความไว้วางใจได้ แค่ชายตามองบแรนด์ที่ผมครอบครองอยู่ ตามรายชื่อข้างบนนี้ ผมก็ต้องตื่นจากฝันแล้ว ลองย้อนกลับไปดูอีกครั้งได้เลยครับ ล้วนแต่เป็น “รถที่รักอู่ มากกว่าบ้านของเจ้าของ” บางบแรนด์ และบางรุ่นนี่ จอดอยู่ในอู่ นานกว่าจอดอยู่ในบ้าน มีทั้งเสียแล้วเสียอีก ซ่อมแล้วไม่นาน อาการเดิมก็กลับมา บางอาการ ช่างของศูนย์บริการอย่างเป็นทางการ ก็ยังหาสาเหตุไม่เจอ หรือถ้าเจอแล้ว ก็อาจจะต้อง “รออะไหล่” นานเป็นเดือนครับ
“สนามรบ” ที่ผู้บริหารของ VOLKSWAGEN เล็งไว้ในแผนถล่ม TOYOTA จะเป็นที่ไหนไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ตลาดรถของประเทศสหรัฐอเมริกา และอาวุธที่จะใช้ ก็คือ รถเก๋งที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ซึ่ง VOLKSWAGEN เชี่ยวชาญเป็นพิเศษ แต่สหรัฐฯ ไม่ใช่หมูนะครับ ได้เตรียมรับมือ “พายุรถดีเซล” จากยุโรปไว้แล้ว ด้วยมาตรฐานปริมาณสารพิษในไอเสีย ที่กำหนดขึ้นโดยสถาบันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ EPA ที่บรรดาวิศวกรรถยนต์ แค่เห็นชื่อก็เหงื่อซึมหลังกันแล้ว ตามสไตล์ของ WINTERKORN ครับ ไม่ใช่เรื่องยาก แค่ใช้วิธีดั้งเดิมที่ถนัด ด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว คือ “พวกคุณต้องทำให้ได้” ไม่ว่าวิศวกรของเยอรมัน จะเก่ง และจริงจังระดับไหน ถ้าเป้าหมายมันยากเกินเอื้อม เวลาก็มีไม่พอ และการตอบตามความจริง หมายถึงการถูกไล่ออก ย่อมเหลือทางออกแค่ทางเดียวครับ ซึ่งก็คือ การโกหกว่า “ทำได้” แล้วค่อยหาทางเอาตัวรอด
แผนการโกงระดับโลก โกยกลุ่มวิศวกรระดับ “หัวกะทิ” เหล่านี้ จึงเริ่มขึ้นด้วยตรรกะง่ายๆ ที่แม้จะเป็นเทคนิคที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่ก็ไม่เกินความสามารถ นั่นคือ จะทำอย่างไร ให้รถของโรงงานแห่งนี้ ที่แม้จะปล่อยมลพิษในไอเสียออกมา ขณะที่ถูกใช้งานบนท้องถนน เกินกว่าที่มาตรฐานกำหนด แต่ขอเพียงให้มันปล่อยสารเหล่านี้ ออกมาไม่เกินมาตรฐาน แค่ตอนที่มันถูกวัดบนแท่นตรวจสอบก็พอ เคล็ดลับอยู่ที่ SOFTWARE ที่ใช้ในการควบคุมเครื่องยนต์ครับ ว่าแล้ว “เซียนเหยียบเมข” ทีมนี้ ก็ระดมพลังกันแบบลับสุดยอด เขียน “SOFTWARE สะท้านโลก“ ชั่วร้ายแต่แยบยล ในแบบที่ไม่มีใครคาดถึง เพราะไม่เคยมีใครทำมาก่อน ให้เป็น SOFTWARE ที่มี ”โหมดโกง“ ฝังตัวอยู่ด้วย ใน “โหมดใช้งานปกติบนท้องถนน“ ก็ให้มันทำหน้าที่อย่างถูกต้อง เพื่อให้ผู้ขับพึงพอใจ แต่เมื่อใดก็ตามที่รถเหล่านี้ทุกคัน ไม่ว่าจะเป็นคันไหนก็ตาม ถูกนำไป “สุ่มตรวจสอบ“ ด้วยการวัดปริมาณสารพิษในไอเสีย (โปรดอ่านต่อในฉบับหน้า)








