Bostonherald นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการประกาศขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ ของ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมพ์ ระบุว่ากลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐอเมริกาเอง ต่างพากันไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการครั้งนี้ โดยระบุว่า ในเกือบทุกกรณี เมื่อไรก็ตามที่ภาษีหรือโควตาถูกนำมาใช้กับสินค้านำเข้า จะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากอุตสาหกรรมในท้องถิ่น เพื่อได้รับความคุ้มครองจากการแข่งขันจากต่างชาติที่ราคาถูกกว่าแต่กลายเป็นว่า ในกรณีรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เสนอให้ขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์เป็น 25 % บรรดาผู้ผลิตยานยนต์ในสหรัฐฯ กลับไม่ต้องการ ส่วนใหญ่จะออกมาบอกว่า “ขอบคุณนะ แต่เราขอผ่านดีกว่า” สำหรับข้อจำกัดต่างๆ ที่ต้ังไว้สำหรับคู่แข่งจากต่างประเทศ เมื่อไม่นานนี้ มีแนวร่วมผลักดันการจ้างงานให้ชาวอเมริกันออกแถลงการณ์ต่อต้านภาษีนำเข้ารถยนต์ โดยคนกลุ่มนี้ออกมาในนามของผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนอะไหล่ ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ผู้ค้าปลีกและผู้ให้บริการยานยนต์ในสหรัฐฯ รวมถึงบรรดาสมาคม ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้เกือบทุกสายงาน มาร่วมลงนามในแถลงการณ์กันมากมาย และที่น่าสังเกตมากยิ่งขึ้นไปอีก คือ กลุ่ม Auto Alliances ซึ่งเป็นตัวแทนของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถกระบะถึง 70 % ที่ขายในตลาดสหรัฐฯ กลับร่วมต่อต้านภาษีนำเข้าครั้งนี้ด้วย ซึ่งมี 3 เจ้าตลาด ได้แก่ Fiat Chrysler Automobiles, Ford Motor Company และ General Motors เจ้าของบแรนด์รถยนต์ต่างประเทศ ซึ่งผลิตยานยนต์ในสหรัฐฯ ได้แก่ Mercedes-Benz USA, Volkswagen Group of America และ Volvo Car USA ทำไมผู้ผลิตในประเทศจึงไม่ดีใจที่จะเพิ่มภาระต้นทุนให้กับคู่แข่ง มีเหตุผลอยู่หลายประการด้วยกัน ต้นทุนในการผลิตรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นจะมีผลให้ขายรถยนต์ได้น้อยลง 1 ล้านคันในแต่ละปี ซึ่งไม่ใช่ว่าจะเป็นการทำร้ายเพียงผู้บริโภคที่ใช้จ่ายไปกับรถยนต์และชิ้นส่วนนำเข้า 340 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2560 และภาษี 25 % จะทำให้ราคายานยนต์เพิ่มสูงขึ้นถึง 85 พันล้าน/ปี เพียงเท่าน้ัน แต่ยังทำร้ายผู้ผลิตรถยนต์ท้ังภายในและต่างประเทศด้วย มีรถยนต์หลายรุ่นที่ราคาจะสูงขึ้นอีกถึง 5,000 เหรียญสหรัฐฯ ด้วยความเป็นจริงของโลกาภิวัตน์ และการจัดหาแหล่งสินค้าจากหลายแหล่งทั่วโลก ที่ยานยนต์แต่ละคันนั้นมีส่วนในการผลิตมาจากทั่วโลก ชิ้นส่วนมาจากเอเชีย ตัวถังมาจากเมกซิโก ยางมาจากแคนาดา ระบบคอมพิวเตอร์ในแผงควบคุมมาจากญี่ปุ่น ยานยนต์ต่างชาติท้ัง Honda, Toyota และ BMW มักจะผลิต/ประกอบในอเมริกา แม้รถอเมริกันเองก็ใช้ชิ้นส่วนจากต่างประเทศ ดังน้ันภาษีจึงสร้างความเดือดร้อนให้ท้ังอุตสาหกรรม ยานยนต์ประมาณ 2 ล้านคันถูกส่งออกไปขายต่างประเทศ ภาษีนี้ก็จะทำให้ยานยนต์ที่ผลิตในสหรัฐฯ แพงยิ่งขึ้นในตลาดต่างประเทศ ความห่วงใยของ ประธานาธิบดี ทรัมพ์ นั้นอยู่ถูกที่แล้ว คือ อยากจะช่วยอุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐฯ และต้องการปกป้องการจ้างงานของบุคลากรในอุตสาหกรรมนี้ แต่ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดที่อุตสาหกรรมนี้ จะต้องเผชิญน้ัน ไม่ใช่การแข่งขันกับต่างประเทศ แต่เป็นความเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือที่กำลังเกิดขึ้น อย่างรวดเร็วมาก นั่นคือ ยานยนต์ไร้คนขับ ซึ่งจะลดความต้องการยานยนต์ในตลาดลงในอนาคต เพราะผู้คนจะสั่งบริการรับ-ส่งผู้โดยสารเมื่อต้องการได้ทันที ผ่านระบบออนไลน์ด้วยแอพลิเคชันคล้ายๆ Uber แทนที่จะเป็นเจ้าของรถยนต์ส่วนบุคคล ภาษีนำเข้านี้ไม่เคยมีส่วนช่วยคุ้มครองผู้ผลิตยานยนต์ภายในประเทศจากยอดขายที่ตกต่ำลงเลย และบ่อยคร้ังที่การปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศจากการแข่งขัน กลับเป็นการส่งเสริมและยืดเวลาให้บรรดาพฤติกรรมอันเลวร้ายต่างๆ ยาวนานขึ้นเท่าน้ัน รัฐบาลของประธานาธิบดี ทรัมพ์ ควรจะเลิกพยายามที่จะช่วยอุตสาหกรรมที่ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือเสียที

