ธุรกิจ
ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์
Omoda & Jaecoo ประกาศความเป็นอันดับ 1
Omoda & Jaecoo ฉลองความสำเร็จปี 2568 ด้วยยอดขายทะลุ 18,000 คัน พร้อมสร้างสถิติยอดจดทะเบียนอันดับ 1 ในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าเป็นเวลา 2 เดือนซ้อน คงกระแสแรงอย่างต่อเนื่องด้วยการติดอันดับ Top 3 แบรนด์ที่ถูกค้นหาออนไลน์สูงสุดต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2568 และ Jaecoo 5 EV ยังครองอันดับ 1 SUV ที่มียอดจดทะเบียนสูงที่สุดในเดือนมกราคม 2569 อีกด้วย ตอกย้ำความเชื่อมั่น และการยอมรับจากลูกค้าชาวไทย ทำให้ Omoda & Jaecoo กลายเป็นแบรนด์อันดับ 1 ที่ลูกค้าไว้วางใจ สะท้อนถึงการเป็นแบรนด์ที่ครองพื้นที่ในใจผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างรวดเร็ว และเหนียวแน่น
วิสัยทัศน์ 2569 “Future-Ready Innovation” ก้าวสู่ผู้นำ Smart EV Lifestyle ของคนรุ่นใหม่
จากความสำเร็จในฐานะแบรนด์ที่เติบโต Omoda & Jaecoo พร้อมขับเคลื่อนสู่อนาคต และยกระดับเป้าหมายในปี 2569 พร้อมมุ่งเน้นสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านเทคโนโลยี และงานดีไซจ์นที่ยั่งยืน เพื่อก้าวขึ้นแท่นการเป็นผู้นำยานยนต์พลังงานใหม่ ที่ตอบโจทย์อินไซท์ และเข้าถึงไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง
ในปี 2569 บริษัท Omoda & Jaecoo เตรียมยกระดับมาตรฐานยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) เพื่อตอบโจทย์ตลาดไทยในทุกมิติตั้งแต่การเสริมทัพด้วยรถยนต์พลัก-อิน ไฮบริดประสิทธิภาพสูง ทั้งระบบ REEV (Range-Extended) ที่จะเข้ามาเสริมทัพในปีนี้ และ SHS (Super Hybrid System) ที่มอบระยะการเดินทางรวมยาวนานขึ้น ทลายขีดจำกัดสำหรับการเดินทางระยะไกล ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ต้องการความยืดหยุ่น และความเป็นอิสระในการเลือกพลังงาน ครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ NEV เพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลาย และตรงใจมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ บริษัท Omoda & Jaecoo ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาดีไซจ์น และเทคโนโลยีความปลอดภัยสูงสุด และพร้อมมุ่งมั่นสู่ความยั่งยืนด้วยการลดการปล่อยคาร์บอนโดยการใช้รถยนต์ไฟฟ้า 100 % และรถยนต์พลัก-อิน ไฮบริด
การบริการหลังการขาย คือ กลยุทธ์สำคัญที่ทางบริษัท Omoda & Jaecoo ให้ความสำคัญ และพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่น และมั่นใจในทุกขั้นตอนของการรับประกัน ตั้งแต่การรับประกันคุณภาพรถใหม่สูงสุด 8 ปี หรือ 200,000 กม. สำหรับ Jaecoo 6 EV, Jaecoo 7 SHS, Jaecoo 5 EV และ Jaecoo 6T EV นอกจากนี้ Omoda & Jaecoo ยังยกระดับคุณภาพของศูนย์บริการโดยการฝึกอบรมพนักงานให้มีความเชี่ยวชาญ และมีมาตรฐานสูงสุด พร้อมการบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชม. ของ Omoda & Jaecoo ผ่านศูนย์ Call Center ครอบคลุมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินข้างทาง บริการซ่อมบำรุงเคลื่อนที่ บริการรับ-ส่งรถยนต์ บริการรถยืมชั่วคราว และบริการพิเศษอื่นๆ เพื่อมอบความสะดวกสบายสูงสุดแก่ลูกค้า และมุ่งเน้นพัฒนาปรับปรุงระบบการจัดการด้านอะไหล่ให้มีการส่งมอบที่รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
กลยุทธ์การขยายตลาด มุ่งสู่ Top 3 ผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าในไทย
Omoda & Jaecoo ประกาศเป้าหมายเชิงรุกในปี 2569 ด้วยการตั้งเป้ายอดจำหน่ายรวมที่ 26,000 คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้นมากกว่า 40 % เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา พร้อมปักธงก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ระดับ Top 3 ในประเทศไทยอย่างเต็มตัว โดยมีกลยุทธ์ขับเคลื่อนสำคัญ ในการขยายครือข่ายผู้จำหน่าย ตั้งเป้าหมายให้ถึง 100 แห่งภายในปี 2569 ตอกย้ำความสำเร็จของบริษัทในการขยายตัวของตลาด และความสามารถของเครือข่ายผู้จำหน่ายในการสนับสนุนการเติบโต การกระจายตัวของผู้จำหน่ายใหม่จะครอบคลุมทั่วทุกภาคของประเทศไทย ช่วยให้ลูกค้าในแต่ละภูมิภาคสามารถเข้าถึงบริการ และผลิตภัณฑ์ของ Omoda & Jaecoo ได้อย่างสะดวก
การสร้างแบรนด์ และไลฟ์สไตล์ สะท้อนตัวตนผ่านคอมมูนิที ในปี 2569 Omoda & Jaecoo มุ่งเน้นการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งผ่านการรวมกลุ่มผู้ใช้ที่มีไลฟ์สไตล์เดียวกันปักธงฐานะ “แบรนด์สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ชัดเจนในรสนิยม และเป็นตัวของตัวเอง” เน้นการเลือกสิ่งที่ใช่มากกว่าการตามกระแส เพื่อสร้างความแตกต่าง และตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง
Omoda & Jaecoo ตอกย้ำกลยุทธ์ในปี 2569 พร้อมมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการหลังการขาย ส่งมอบประสบการณ์ที่ตรงใจตอบโจทย์คนยุคใหม่ ขยายการเข้าถึงผู้จำหน่ายทั้งด้านการตลาดและการบริการ ให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับมาตรฐานของแบรนด์อย่างแท้จริง
............................................................................................
Isuzu แนะนำกรรมการผู้จัดการใหม่


............................................................................................
GWM Tank 500 Diesel ยกระดับมาตรฐานใหม่ พลิกตลาด PPV ไทย
New GWM Tank 500 Diesel สร้างมาตรฐานใหม่ และความแตกต่างให้ตลาด PPV ในไทยอย่างชัดเจน โดยสร้างทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้บริโภค “ให้มากกว่า” ภาพจำแบบเดิมๆ และยังยกระดับรถ PPV ให้กลายเป็น Premium Lifestyle Vehicle ที่ผสานความสะดวกสบายแบบรถหรู เทคโนโลยีอัจฉริยะระดับสูง และสมรรถนะดีเซลที่ทรงพลัง ไว้ในคันเดียว ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในเมือง การเดินทางเพื่อธุรกิจ และการเดินทางของครอบครัวยุคใหม่
นิยามใหม่ของ “PPV พรีเมียมดีเซล” ที่แตกต่างอย่างแท้จริง
แม้จะเป็นรถที่มีโครงสร้างแข็งแกร่ง แต่ New GWM Tank 500 Diesel กลับโดดเด่นด้านความนิ่งของการขับขี่ และความสบายของผู้โดยสารโดยเฉพาะในเบาะแถว 2 ซึ่งถูกยกระดับเหนือมาตรฐานรถ PPV ทั่วไป สะท้อนการพัฒนาที่คำนึงถึงผู้ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน รวมถึงสมรรถนะอันทรงพลังที่เจ้าของรถต่างชื่นชอบ ทั้งขุมพลังดีเซล 2.4T เจเนอเรชันใหม่ที่มาพร้อมแรงม้าสูงสุด 184 แรงม้า และแรงบิด 480 นิวทันเมตร จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ ให้สมรรถนะที่ทรงพลังต่อเนื่อง ตอบสนองได้ทันใจ แต่ยังคงความนุ่มนวล เงียบ และประหยัด สร้างสมดุลระหว่างพละกำลัง ความสบาย และต้นทุนการใช้งานได้อย่างลงตัว
จุดเปลี่ยนของตลาด PPV เมื่อ “ความหรูหรา ความสบาย และเทคโนโลยีขั้นสูง” กลายเป็นมาตรฐานใหม่
1. ห้องโดยสารพรีเมียมที่ยกระดับทั้งภาพลักษณ์ และความสบายเหนือรถ PPV แบบเดิม
New GWM Tank 500 Diesel สะท้อนการออกแบบที่ภูมิฐาน สง่างาม และเหนือระดับ โดดเด่นเหนือรถ PPV ในตลาดไทยด้วยความพรีเมียมทั้งภายนอก และภายใน ห้องโดยสารตกแต่งด้วยหนัง Nappa คุณภาพสูง พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 14.6 นิ้ว ระบบไฟ Multi-Color Ambient Lighting และระบบเครื่องเสียง Surround Sound พร้อมลำโพง 12 ตัว สร้างบรรยากาศพรีเมียมที่แตกต่างจากรถ PPV ในตลาดอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ยังมอบความสบายขั้นสูงด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวางจากระยะฐานล้อยาว 2,850 มม. พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังขนาดใหญ่สูงสุด 1,489 ลิตร เบาะหนัง Nappa สำหรับผู้ขับขี่ และผู้โดยสารตอนหน้า พร้อมระบบ Memory Seat, Welcome Seat, Massage Seat และระบบปรับดันหลัง เสริมความเงียบภายในห้องโดยสารด้วยกระจก Double Layer Laminated Glass และระบบ Active Noise Cancellation (ANC) รวมถึงระบบปรับอากาศแยกอิสระ ระบบกรองอากาศ N95 พร้อม Ionizer และม่านบังแดดผู้โดยสารด้านหลัง ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในเมือง และการเดินทางไกลอย่างแท้จริง
2. เทคโนโลยีอัจฉริยะที่ยกระดับประสบการณ์การใช้งานในทุกมิติ
New GWM Tank 500 Diesel ตอกย้ำความเป็น “รถ PPV ยุคดิจิทอล” ด้วยระบบ Smart Dual Screen Interaction ระหว่างหน้าจอ Digital Cluster ขนาด 12.3 นิ้ว และหน้าจอสัมผัส 14.6 นิ้ว พร้อมจอแสดงผลการขับขี่บนกระจกหน้า Windshield Head-up Display ช่วยให้ผู้ขับขี่รับข้อมูลได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องละสายตาจากถนน เสริมความสะดวกสบายด้วยระบบชาร์จไร้สายกำลังไฟสูง 50 วัตต์ ระบบควบคุมรถจากทางไกลผ่าน GWM Application ระบบสั่งงานด้วยเสียง และกล้องแสดงภาพรอบคัน 540 องศา (รวมระบบแสดงภาพใต้ท้องรถ) นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบจอดรถอัตโนมัติ 3 รูปแบบ โหมดการขับขี่ถึง 8 รูปแบบ และระบบช่วยเหลือการขับขี่ออฟโรดขั้นสูง เช่น Off-Road Cruise Control, Tank Turn และ Differential Lock หน้า-หลัง ทำให้ Tank 500 Diesel เป็น PPV ที่อัจฉริยะครบเครื่อง และพร้อมลุยในทุกสถานการณ์
3. มาตรฐานความปลอดภัยที่ออกแบบมาเพื่อความมั่นใจในทุกเส้นทาง
New GWM Tank 500 Diesel ถูกพัฒนาบนโครงสร้างตัวถังที่แข็งแกร่ง ทนทานต่อแรงยุบ แรงชน แรงบิด และแรงกระแทก เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย พร้อมระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูงแบบครบครัน ไม่ว่าจะเป็น All-Speed Adaptive Cruise Control (ACC), Forward Collision Warning (FCW), Autonomous Emergency Braking (AEB), Emergency Lane Keeping (ELK), Rear Cross Traffic Alert & Brake (RCTA+RCTB) และระบบความปลอดภัยอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งหมดนี้ทำให้ Tank 500 Diesel ไม่เพียงเป็นรถ PPV ที่โดดเด่นด้านสมรรถนะ และความหรูหรา แต่ยังเป็นรถที่มอบความอุ่นใจ และความมั่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ และผู้โดยสารในทุกการเดินทาง
ทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับ PPV
ด้วยการรวมความพรีเมียม ความสะดวกสบาย เทคโนโลยีอัจฉริยะ สมรรถนะ และประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ดีเซล รวมต้นทุนการใช้งานที่คุ้มค่าเข้าไว้ด้วยกัน เสียงสะท้อนจากผู้ใช้งานจริงที่ชื่นชอบ New GWM Tank 500 Diesel ว่าไม่ใช่เป็นเพียงรถ PPV ทางเลือกใหม่ แต่คือ สัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านตลาด PPV ไทยสู่ยุคใหม่ และเป็นคำตอบสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการมากกว่า “รถ PPV แบบเดิมๆ” พร้อมการรับประกันเครื่องยนต์ดีเซลถึง 1,000,000 กม. (8 ปี) สร้างความมั่นใจในการใช้งานในระยะยาว มอบความคุ้มค่าคุ้มราคา ในราคาเริ่มต้นเพียง 1.399 ล้านบาท
............................................................................................
Royal Enfield แนะนำ Meteor 350 โฉมใหม่
Royal Enfield เปิดตัว Meteor 350 รุ่นปรับโฉมใหม่ ปี 2026 รถมอเตอร์ไซค์ที่ออกแบบมาเพื่อการขี่สบายๆ ไม่เร่งรีบ จะขี่ออกทริพสั้นๆ วันหยุด หรือใช้งานในชีวิตประจำวันก็ลงตัว
Meteor 350 ยังคงคาแรคเตอร์ครูเซอร์ที่หลายคนหลงรัก ทั้งท่านั่งผ่อนคลาย เครื่องยนต์นุ่มๆ ขี่ง่าย และดีไซจ์นที่เป็น Royal Enfield รุ่นปี 2026 เพิ่มความสดใหม่ด้วยฟีเจอร์ และรายละเอียดที่ตอบโจทย์นักขี่มากขึ้น ครบทั้ง Fireball, Stellar, Aurora และ Supernova ในโทนสีใหม่ที่ชัดเจนตามสไตล์ของแต่ละรุ่น
ขุมพลังยังคงเป็นเครื่องยนต์ J-Series ขนาด 349 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ให้กำลัง 20.2 แรงม้า และแรงบิด 27 นิวทันเมตร ขี่ลื่น นุ่มมือ เหมาะทั้งการใช้งานในเมือง และการออกทริพยาว
รุ่นปี 2026 อัพเกรดฟีเจอร์มาให้เป็นมาตรฐานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า LED, ระบบนำทาง Tripper, ไฟเลี้ยว LED, พอร์ทชาร์จ USB Type-C, คลัทช์ Assist & Slip และก้านเบรค-คลัทช์แบบปรับระดับได้
ในรุ่น Fireball และ Stellar เพิ่มไฟหน้า LED และ Tripper เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ขณะที่รุ่น Aurora และ Supernova เสริมก้านควบคุมแบบปรับระดับได้ ช่วยให้การขี่ทางไกลสบายขึ้น และทำให้รุ่นทอพของ Meteor 350 กลายเป็นครูเซอร์ที่ “ให้มาครบ” ที่สุดรุ่นหนึ่งในคลาสนี้
ด้านงานดีไซจ์น Royal Enfield เติมคาแรคเตอร์ใหม่ให้ Meteor 350 ทุกเวอร์ชัน รุ่น Supernova มาในโทนสีร่วมสมัย เสริมงานโครเมียมให้ดูพรีเมียม รุ่น Aurora ได้แรงบันดาลใจจากดีไซจ์นคลาสสิค เหมาะกับสายเรทโร ขณะที่รุ่น Stellar เน้นความเรียบ เท่ มีลูกเล่น และรุ่น Fireball โดดเด่นด้วยสีสันสดใส ตอบโจทย์นักขี่รุ่นใหม่ที่รักอิสระ และไลฟ์สไตล์แบบ Live Free
Manoj Gajarlawar หัวหน้าธุรกิจประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค (Business Head, Asia Pacific) Royal Enfield กล่าวว่า ตั้งแต่ Meteor 350 เปิดตัวครั้งแรก รถรุ่นนี้ได้กลายเป็นตัวแทนของการขี่แบบสบายๆ ที่มีสไตล์ และดึงดูดนักขี่รุ่นใหม่ที่อยากมีตัวตนชัดเจนบนถนน
วันนี้ Meteor 350 ไม่ได้เป็นแค่รถสำหรับเดินทาง แต่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ทั้งการขี่ในเมือง การออกทริพสั้นๆ หรือการเดินทางไกล เรารู้สึกยินดีอย่างมากที่ได้นำ Meteor 350 รุ่นปรับโฉมใหม่มาสู่ประเทศไทย และเชื่อว่าจะช่วยเติมสีสันให้คอมมูนิทีนักขี่ของเราได้อีกขั้น
Meteor 350 รุ่นใหม่ เหมาะสำหรับคนที่อยากขี่ไกลแบบไม่ต้องรีบ ด้วยท่านั่งสบาย ฟีเจอร์ที่ใช้งานได้จริง และคาแรคเตอร์ที่เป็นมิตร ทำให้ทุกทริพ-ไม่ว่าจะใกล้ หรือไกล-กลายเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ
ปัจจุบัน Meteor 350 มีเจ้าของมากกว่า 500,000 คันทั่วโลก และเป็นหนึ่งในครูเซอร์ยอดนิยมในหลายประเทศ วางจำหน่ายแล้วในกว่า 65 ประเทศ และได้รับการยอมรับในฐานะรถครูเซอร์ที่ขี่ง่ายและเข้าถึงได้จริง
อุปกรณ์ตกแต่งแท้ (Accessories) เพิ่มสไตล์ในแบบของคุณ Meteor 350 รุ่นปี 2026 มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งแท้ Royal Enfield ที่ออกแบบมาให้เลือกปรับสไตล์ได้ตามไลฟ์สไตล์
• Urban Kit: เติมลุคเท่ดิบๆ ด้วยแฮนด์ Drag สีดำ กระจกปลายแฮนด์ เบาะ Low Rider และชิลด์หน้าสีชา
• Grand Tourer Kit: สำหรับสายทัวริงเต็มตัว กับเบาะนั่งสีน้ำตาล กระเป๋าข้าง Longhaul พรีเมียม ไฟตัดหมอก LED และอุปกรณ์เสริมครบชุดสำหรับการเดินทางไกล
ราคาจำหน่าย Meteor 350 Stellar Matt Grey ราคา 165,900 บาท และ Meteor 350 Supernova Black ราคา 169,900 บาท พร้อมการรับประกัน 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
............................................................................................
Sleek EV ประกาศร่วมทุน KYMCO Capital
Sleek EV สตาร์ทอัพมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสัญชาติไทย ประกาศความสำเร็จในการระดมทุนรอบ Series A มูลค่า 8.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 270 ล้านบาท จาก KYMCO Capital บริษัทลงทุนในเครือ KYMCO ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์รายใหญ่ที่สุดของไต้หวัน และอันดับ 6 ของโลก เพื่อเร่งขยายธุรกิจ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการลงทุนครั้งนี้นับเป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างสตาร์ทอัพ Deep Tech สัญชาติไทยกับผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก โดย KYMCO เป็นบริษัทที่ก่อตั้งมากว่า 60 ปี มียอดขายสะสมกว่า 10 ล้านคันทั่วโลก และเป็นเจ้าของเทคโนโลยี Battery Swapping System ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบสลับแบทเตอรีที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
สำหรับเงินลงทุน จะถูกนำไปใช้ในการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีหลัก และขยาย Ecosystem ของ Sleek EV อย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ระบบแบทเตอรี โครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จ ไปจนถึงพแลทฟอร์มซอฟท์แวร์ที่ทำหน้าที่บริหาร และควบคุมการทำงานทั้งหมด เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในระดับภูมิภาค และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแห่งอาเซียน โดยบริษัทตั้งเป้าก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดในแง่มูลค่าธุรกรรมรวม (GMV) ภายในปี 2569
กันตินันท์ ตันวีนุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท สลีค อีวี จำกัด กล่าวว่า ความสำเร็จในการระดมทุนครั้งนี้ต่อเนื่องจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันชั้นนำในรอบก่อนหน้า อาทิ Orzon Ventures และ Krungsri Finnovate ในรอบ Pre-Series A ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ Sleek EV ในฐานะแบรนด์ไทย-สิงคโปร์ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และเทคโนโลยีเชิงลึก โดยปัจจุบัน Sleek EV ครองตำแหน่ง Top 3 แบรนด์มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในประเทศไทย ด้วยอัตราการเติบโตมากกว่า 10 เท่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (2565-2567) มีเครือข่ายดีเลอร์กว่า 80 แห่งทั่วประเทศ และเป็นผู้ผลิต และจัดจำหน่ายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารายแรกของไทยที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบ Full-Stack EV Company ครอบคลุมตั้งแต่งานวิจัย และพัฒนา (R&D) การออกแบบระบบแบทเตอรีเฉพาะของ Sleek EV ไปจนถึงเครือข่ายสถานีชาร์จ S-Charge Network ที่กำลงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
“ความร่วมมือกับ KYMCO Capital ในครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักในการร่วมกันยกระดับมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานสำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน โดยจะมุ่งพัฒนามาตรฐานหัวชาร์จ Type-6 Charging Standard สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเตรียมผลักดันให้เป็นมาตรฐานระดับประเทศ (National Standard) ควบคู่กับการพัฒนา Swapping Network ระบบสลับแบทเตอรีรุ่นใหม่ที่ใช้แบตทเตอรีขนาดมาตรฐานสากล เพื่อวางรากฐานให้กลายเป็น Default Battery ของประเทศไทยในอนาคต”
เสวี่ย เหวิน ติง Managing Partner ของ KYMCO Capital กล่าวว่า KYMCO Capital มุ่งสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยต่อยอดจากประสบการณ์ที่เราได้สร้างในไต้หวัน และจีน การลงทุนใน Sleek EV สะท้อนความแข็งแกร่งของโมเดลระบบนิเวศของเราในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความร่วมมือนี้ คือ ก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานเมืองผ่านการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยศักยภาพของ KYMCO ผสานกับโซลูชันของ Sleek EV เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถสนับสนุนภาคธุรกิจ และภาครัฐให้ก้าวสู่พลังงานไฟฟ้า และมีบทบาทสำคัญในการสร้างอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ Sleek EV ยังมีแผนขยายเครือข่าย S-Charge Network ภายในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ให้ครอบคลุมกว่า 150 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2569 และต่อยอดการขยายเครือข่ายในระยะถัดไปสู่กว่า 1,000 สาขา ภายในปี 2573 เพื่อสร้างมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จที่แข็งแรง ครอบคลุม และพร้อมรองรับการเติบโตในระดับภูมิภาค ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะ Hub ของอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแห่งอาเซียน อย่างแท้จริง

















