ทดลองขับ(formula)
ลองขับ Nio Firefly แฮทช์แบคพลังไฟฟ้าสุดเก๋ไก๋ ขับสนุก ล้ำสมัย มาเดาราคาล่วงหน้ากัน !

Small But Big พรีเมียม City Car พลังไฟฟ้าจัดเต็มทั้ง ฟังค์ชัน และเทคโนโลยี
Nio Firefly (นิโอ ไฟร์ฟลาย) โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์การดีไซจ์นที่ผสานความพรีเมียม และประโยชน์ใช้สอยได้อย่างลงตัว ด้านข้าง มีการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ เส้นสายที่โค้งมน และสื่อถึงพลังแห่งการเคลื่อนไหวแม้ขณะจอดนิ่ง ด้านหน้า โดดเด่นด้วยชุดไฟหน้าแบบ Trio Lights อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ด้านท้าย ยังคงเอกลักษณ์ไฟ Trio Lights เช่นกัน ด้านบน มาพร้อมซันรูฟพาโนรามิค ช่วยเปิดรับแสงธรรมชาติ พร้อมระบบกรองรังสี UV เพิ่มความโปร่งโล่งให้ห้องโดยสาร นอกจากนี้ Firefly ยังผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว ทั้ง C-NCAP และ Euro NCAP ตอกย้ำความมั่นใจ และความปลอดภัยด้วยมาตรฐานระดับสากล
มาดูรอบคันกับ Nio Firefly
เมื่อมาดูรอบคัน เราพบว่า Nio Firefly มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่น้อย โดยเฉพาะไฟหน้า และไฟท้ายแบบแยก 3 ดวง ไม่มีใครเหมือน โดยไฟส่องสว่างจริงจะอยู่ติดกับกระจังหน้า ขณะที่ไฟดวงอื่นจะเป็นไฟเลี้ยว และไฟสูง นอกจากนี้โลโกของ Firefly ตรงกลางจะเป็นไฟส่องสว่างเช่นกัน (สามารถเลือกเปิด-ปิดได้) การออกแบบโดยรวมมีความเป็นแฮทช์แบคทรงกล่อง ผสมความโค้งมน ระยะโอเวอร์แฮงกระชับสั้นทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ล้อแมกขนาด 17 นิ้ว (ยางของ Giti) มิติตัวถังเบื้องต้นความยาว 4,003 มม. และระยะฐานล้อ 2,615 มม. จะเล็กกว่าค่แข่งแฮทช์แบคพลังไฟฟ้าอยู่บ้าง แต่เน้นความปราดเปรียว
เปรียบเทียบสเปคของ Nio Firefly กับแฮทช์แบคพลังไฟฟ้ารุ่นอื่นๆ (คลิค)
สมรรถนะคล่องตัว ขับสนุกทุกเส้นทางเมือง
Nio Firefly พัฒนาบนแพลทฟอร์มสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ที่เน้นความ “Compact outside, Spacious inside” โดยมีจุดเด่นของแบรนด์ที่เรียกว่า “Vivid, Thoughtful, and Solid” ให้ความคล่องตัวสูง พร้อมโหมดการขับขี่ 3 รูปแบบ ได้แก่ ECO, Comfort และ Sport รัศมีวงเลี้ยวแคบเพียง 4.75 ม. ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) ระบบกันสะเทือนหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบมัลทิลิงค์
มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 105 กิโลวัตต์/143 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 200 นิวทันเมตร/20.4 กก.ม. ความเร็วสูงสุด 150 กม.ชม. อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 8.1 วินาที แบทเตอรีลิเธียมไอออนฟอสเฟท (LFP) ความจุ 42.1 ระยะทำการสูงสุดเมื่อชาร์จเต็ม คือ 400 กม. (มาตรฐาน NEDC) หรือประมาณ 340 กม. (มาตรฐาน WLTP) รองรับการชาร์จเร็วแบบ DC ได้สูงสุด 100 กิโลวัตต์ หรือจาก 10-80% ภายใน 30 นาที และรองรับฟังค์ชัน V2L จ่ายกระแสไฟฟ้าให้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายนอกได้สูงสุด 3.68 กิโลวัตต์
ความรู้สึกจากการทดลองขับเบื้องต้น
เราได้มีโอกาสทดลองขับเบื้องต้นกับ Nio Firefly ทั้งการขับขี่บนถนนจริง เรามีความรู้สึกว่าการปรับแต่งโดยรวมให้ความรู้สึกที่ดี ระบบรองรับนุ่มหนึบอย่างพอเหมาะ ดูดซับแรงสั่นสะเทือนจะพื้นผิวถนนที่มีความขรุขระในบางช่วงได้ดีเกินคาด พวงมาลัยตอบสนองได้แม่นยำ มีความคล่องตัวจากขนาดตัวที่กะทัดรัด ถัดมา คือ การขับในถานีทดสอบ อัตราเร่งเน้นการตอบสนองที่ไหลลื่น ไต่ความเร็วถึงช่วง 100 กม./ชม. ได้ไม่ยากเย็น (จากการใช้โหมด Sport) ขณะที่ความคล่องแคล่วทำได้น่าพอใจ ทั้งการหักเลี้ยวแบบสลาลอม หรือการเปลี่ยนเลนกะทันหัน การขับเคลื่อน 2 ล้อหลังทำให้รถยนต์ไฟฟ้าคันนี้มีขับสนุก มีความสปอร์ทในตัว และการเลี้ยวในที่แคบก็ทำได้ดีด้วย
พื้นที่อเนกประสงค์รอบคัน
Nio Firefly มีพื้นที่เก็บสัมภาระท้ายขนาดใหญ่ ที่สามารถจุได้มากถึง 335 ลิตร และขยายได้ถึง 1,253 ลิตร เมื่อพับเบาะหลัง พื้นที่เก็บของด้านหน้า (Frunk) ขนาดใหญ่สุดในกลุ่มที่ 92 ลิตร มีช่องเก็บของใต้เบาะผู้โดยสารตอนหน้า และช่องเก็บของใต้เบาะตอนหลังขนาดใหญ่ถึง 29 ลิตร รวมถึงอุปกรณ์เสริมที่วางแก้วน้ำแบบแม่เหล็ก ช่วยเพิ่มความสะดวกในทุกการเดินทาง เบาะคู่หน้ายังมีระบบปรับไฟฟ้า พร้อมระบบเป่าลมเย็นและระบบนวด เพิ่มความสะดวกสบายในทุกเส้นทาง เบาะที่นั่งแถวที่สองสามารถรองรับผู้โดยสาร 3 ที่นั่ง พร้อมพื้นที่วางขาและพื้นที่ศีรษะขนาดใหญ่ และยังสามารถปรับพับแยกแบบ 40:60 เพิ่มช่วยเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บสัมภาระ
เข้ามานั่งในห้องโดยสารของ Firefly
เมื่อเข้ามานั่งในห้องโดยสาร เราพบว่าเบาะคู่หน้ามีความกว้างขวางที่น่าพอใจ โดยเฉพาะช่วงขาที่เปิดโล่ง การใช้งานต่างๆ ต้องทำผ่านหน้าจอหลัก (จอภาพขนาดใหญ่ ความคมชัดสูง และตอบสนองการสัมผัสได้ดีมาก) หากเพิ่มปุ่มใช้งานแบบ Physical เพิ่มสักนิดจะช่วยให้การใช้งานสะดวกขึ้น พวงมาลัยแบบ 2 ก้าน จอแผงหน้าปัดมีขนาดค่อนข้างเล็กเช่นกัน จุดที่น่าสนใจ คือ การออกแบบห้องโดยสารที่สวยลงตัว มีการใช้วัสดุรีไซเคิลในหลายจุด หลังคาซันรูฟพาโนรามิคเพิ่มความโปร่งโล่งได้ดี (แต่ไม่มีม่านกันแดดมาให้) ขณะที่เบาะด้านหลังนั่งได้สบายเพียงพอ ไม่อึดอัด แต่ไม่ถึงกับกว้างขวางมากนัก (ไม่มีช่องแอร์ด้านหลังมาให้) ส่วน Frunk ด้านหน้าเก็บของได้เยอะจริงๆ (ใส่กระเป๋าเดินทางขนาดเล็กได้ด้วยซ้ำ)
เทคโนโลยีอัจฉริยะครบวงจร
Nio Firefly มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Aster เอกสิทธิ์เฉพาะของ Nio ที่รองรับการอัพเดทซอฟต์แวร์แบบออนไลน์ (OTA) ครบครันด้วยเทคโนโลยีระบบช่วยเหลือการขับขี่มากมาย อาทิ ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ รองรับการจอดทั้งแนวตั้งและแนวขนานโดยไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมรักษาระยะห่าง และระบบช่วยเปลี่ยนเลนอัตโนมัติบนทางหลวง การแสดงผลบนหน้าจอที่เรียบง่าย และตอบสนองรวดเร็ว
หน้าจอกลางขนาด 13.2 นิ้ว รองรับการสั่งงานแบบมัลทิทัช เช่น ปัดสองนิ้วเพื่อปรับอุณหภูมิหรือระดับเสียง หน้าจอออกแบบลดแสงสะท้อน ลดรอยนิ้วมือ และมองเห็นชัดเจนในทุกสภาพแสง รองรับ Apple CarPlay (ส่วนระบบ Android Auto ทางผู้จัดจำหน่ายระบุว่าจะมีการอัพเดทในภายหลังเร็วๆ นี้) และ Spotify พร้อมระบบเสียง 14 ลำโพง แบบ 7.1 เซอร์ราวด์ กำลังขับรวม 640 วัตต์ พร้อมเทคโนโลยี Dolby Atmos ให้มิติเสียงสมจริงรอบทิศทางยามค่ำคืน ห้องโดยสารโดดเด่นด้วยไฟ Ambient Light ปรับได้ 256 เฉดสี ที่เต้นตามจังหวะดนตรี
สรุปเบื้องต้น แฮทช์แบคสุดล้ำ ขับสนุก ลุ้นที่ราคา !
แม้เป็นระยะเวลาสั้นๆ ที่เราได้ทำความรู้จักกับ Nio Firefly เราคิดว่าแฮทช์แบคพลังไฟฟ้าคันนี้มีความทันสมัย และความพรีเมียมในตัว แตกต่างจากคู่แข่งแฮทช์แบคพลังไฟฟ้าที่มีขนาดตัวถังใกล้เคียงกัน เน้นความสปอร์ท คล่องตัว ขับสนุก ณ วันที่เราได้ทดลองขับยังคงไม่ประกาศราคาออกมา แต่เราคาดว่าค่าตัวของ Nio Firefly จะสูงกว่าแฮทช์แบคพลังไฟฟ้าระดับ บี เซกเมนท์ ทั่วไป กับการคาดการณ์ที่ระดับ 7XX,XXX บาท จากผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ บ.ธนบุรีบลูสกาย



