บทความ
รวมรถยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกินล้าน !
รถยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท กลายเป็นทางเลือกยอดฮิตในปี 2026 เพราะไม่ต้องจ่ายแพงก็ได้ฟีเจอร์ครบ ขับดี ดีไซน์สวย ใครกำลังมองหารถ EV คันแรก หรืออยากเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้าแบบคุ้มค่า บทความนี้รวมรุ่นเด็ดที่ไม่ควรพลาดไว้ให้แล้ว
แนะนำรถยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท
Aion Y Plus 490 (ราคา 819,000 บาท)
Aion Y Plus 490 Premium รถไฟฟ้าที่เด่นเรื่องพื้นที่ห้องโดยสารกว้าง ตัวรถยาว 4,535 มม. กว้าง 1,870 มม. สูง 1,650 มม. ระยะใต้ท้องรถ 150 มม. และฐานล้อ 2,750 มม. พร้อมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว หลังคาพาโนรามิกซันรูฟเปิดได้พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า และประตูท้ายไฟฟ้า ช่วยเติมความสะดวกให้เอสยูวีไฟฟ้าที่เน้นการใช้งานในชีวิตประจำวัน
เบาะโดยสารที่ปรับเป็นเตียงนอนได้เพิ่มความยืดหยุ่นให้พื้นที่ภายใน เหมาะทั้งการเดินทางและแวะพักระหว่างทริพ ห้องโดยสาร 5 ที่นั่งใช้เบาะหนังสังเคราะห์ โดยเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทางพร้อมระบบระบายอากาศ ส่วนเบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง หน้าจอสัมผัสกลางขนาด 14.6 นิ้วทำงานร่วมกับมาตรวัดดิจิทอลขนาด 10.25 นิ้ว และเครื่องเสียง Bongiovi พร้อมลำโพง 6 ตำแหน่ง เสริมด้วยแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมช่องแอร์ด้านหลัง และไฟสร้างบรรยากาศปรับได้ 32 สี
พลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 150 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 204 แรงม้า ส่งไปยังล้อหน้า ให้แรงบิดสูงสุด 225 นิวตันเมตร จับคู่กับ Magazine Battery ชนิดลิเธียมไอรอนฟอสเฟต หรือ LFP ความจุ 63.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้สูงสุด 490 กม. ต่อการชาร์จเต็มตามมาตรฐาน NEDC พร้อมระบบนำพลังงานกลับขณะชะลอรถที่ปรับระดับได้ และระบบ V2L จ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอกสูงสุด 3.3 กิโลวัตต์ สำหรับใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าระหว่างเดินทางหรือกิจกรรมกลางแจ้ง
ด้านความปลอดภัย และระบบช่วยขับมีทั้ง Adaptive Cruise Control พร้อม Stop & Go, ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน, เตือนการชนด้านหน้า, เบรคฉุกเฉินอัตโนมัติ, ระบบช่วยขับขณะรถติด, กล้องรอบคัน 360 องศา และถุงลมนิรภัยรอบห้องโดยสาร ทำให้เป็นอีกหนึ่ง SUV ไฟฟ้าราคาไม่เกินล้านที่เน้นทั้งพื้นที่ใช้สอยและออพชันค่อนข้างครบ
Aion UT (ราคา 549,900 - 649,900 บาท)
Aion UT แฮทช์แบคไฟฟ้าที่ออกแบบโดยสตูดิโอในอิตาลี มาในทรงกะทัดรัด แต่ได้ฐานล้อยาว 2,750 มม. ทำให้ห้องโดยสารค่อนข้างกว้าง เบาะคู่หน้าสามารถเอนต่อเนื่องกับเบาะหลังได้ ขณะที่เบาะหลังปรับเอนได้อีก 5 องศา ส่วนรุ่น Premium เพิ่มล้ออัลลอย 17 นิ้ว หลังคา Panoramic Sunroof ประตูท้ายไฟฟ้า และเบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า พร้อมรองรับ Apple CarPlay ผ่านสาย USB
รุ่น Premium ใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิด 210 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 8.3 วินาที จับคู่แบตเตอรี Magazine Battery 2.0 ความจุ 60 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ไกลสูงสุด 500 กม./การชาร์จ ตามมาตรฐาน NEDC และรองรับ DC Fast Charge โดยชาร์จจาก 30-80% ได้ในประมาณ 24 นาที ส่วนรุ่นย่อยอื่นมีกำลังตั้งแต่ 135-204 แรงม้า
ด้านความปลอดภัยให้ระบบช่วยขับและระบบ AEB มาค่อนข้างครบในทุกรุ่นย่อย ขณะที่ช่วงล่างใช้แมคเฟอร์สันสตรัทด้านหน้าและทอร์ชันบีมด้านหลัง เซทมาเน้นความนุ่มนวลและขับง่าย เหมาะกับการใช้งานในเมืองเป็นหลัก แต่ยังรองรับการเดินทางไกลได้จากระยะทางวิ่งสูงสุด 500 กม.
BYD Atto 1 (ราคา 429,900 - 459,900 บาท)
BYD Atto 1 รถยนต์ไฟฟ้าแฮทช์แบค 5 ประตูขนาดกะทัดรัด ออกแบบหลังคาสไตล์ Floating Roof และเสา C ลวดลาย Ice Crystal ตัวรถยาว 3,925 มม. กว้าง 1,720 มม. สูง 1,590 มม. ฐานล้อ 2,500 มม. พร้อมล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว มีรัศมีวงเลี้ยวเพียง 4.95 เมตร ช่วยให้ขับขี่คล่องตัวในเมือง
ภายในห้องโดยสารติดตั้งมาตรวัดดิจิทอลขนาด 7 นิ้ว และหน้าจอสัมผัสมัลทิมีเดียขนาด 10.1 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย พร้อมลำโพง 4 ตำแหน่ง ระบบกุญแจ Keyless และ NFC Card พื้นที่เก็บสัมภาระท้ายความจุ 230 ลิตร โดยรุ่น Premium เพิ่มเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง พวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทาง และที่ชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย
ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 55 กิโลวัตต์ แรงบิด 135 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนล้อหน้า พร้อมโหมดขับขี่ ECO, Normal และ Sport รุ่น Dynamic ใช้แบทเตอรี Blade Battery ความจุ 30.08 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้สูงสุด 300 กม. ส่วนรุ่น Premium ใช้แบทเตอรีความจุ 38.88 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้สูงสุด 380 กม. ตามมาตรฐาน NEDC ทั้งคู่รองรับการชาร์จ AC สูงสุด 6.6 กิโลวัตต์ และชาร์จเร็ว DC สูงสุด 30 และ 40 กิโลวัตต์ ตามลำดับ
BYD Atto 2 (ราคา 629,900 - 659,900 บาท)
BYD Atto 2 รถเอสยูวีไฟฟ้าขนาดเล็ก วางตำแหน่งระหว่าง BYD DOLPHIN และ ATTO 3 ตัวรถยาว 4,310 มม. กว้าง 1,830 มม. สูง 1,675 มม. ฐานล้อ 2,620 มม. ติดตั้งไฟหน้า ไฟส่องสว่างกลางวัน และไฟท้ายแบบ LED พร้อมระบบเปิด-ปิดไฟหน้าและปัดน้ำฝนอัตโนมัติ รุ่น Dynamic ใช้ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ส่วนรุ่น Premium เพิ่มเป็น 17 นิ้ว พร้อมกระจกมองข้างพับไฟฟ้า
ห้องโดยสาร 5 ที่นั่ง เบาะหุ้มหนังสังเคราะห์ ติดตั้งมาตรวัดดิจิทอลขนาด 8.8 นิ้ว และหน้าจอสัมผัสหมุนด้วยไฟฟ้าขนาด 10.1 นิ้วในรุ่น Dynamic หรือ 12.8 นิ้วในรุ่น Premium รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ช่องแอร์ด้านหลัง และระบบกรองฝุ่น PM2.5 รุ่น Premium เพิ่มเบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมระบบระบายอากาศ ที่ชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย 50 วัตต์ และกล้องรอบคัน 360 องศา พื้นที่สัมภาระท้ายความจุ 380 ลิตร ขยายเป็น 1,320 ลิตรเมื่อพับเบาะหลัง
ทั้งสองรุ่นใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 130 กิโลวัตต์ หรือ 177 แรงม้า แรงบิด 290 นิวตันนเมตร ขับเคลื่อนล้อหน้า อัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. ใน 7.9 วินาที พร้อมแบทเตอรี Blade Battery ความจุ 51.13 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้สูงสุด 410 กม. ตามมาตรฐาน NEDC รองรับการชาร์จ AC สูงสุด 7 กิโลวัตต์ และชาร์จเร็ว DC สูงสุด 82 กิโลวัตต์ รวมถึงระบบ V2L สำหรับจ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอก
BYD Dolphin (ราคา 599,900 - 709,900 บาท)
BYD Dolphin รถยนต์ไฟฟ้าแฮทช์แบค 5 ประตู ออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจจากโลมาและท้องทะเล ตัวรถยาว 4,290 มม. กว้าง 1,770 มม. สูง 1,570 มม. ฐานล้อ 2,700 มม. ติดตั้งไฟหน้าและไฟท้าย LED พร้อมระบบเปิด–ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ กระจกมองข้างปรับและพับไฟฟ้าพร้อมระบบไล่ฝ้า รุ่น Standard Range ใช้ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ส่วนรุ่น Extended Range ใช้ขนาด 17 นิ้ว และเพิ่มหลังคากระจกพาโนรามิก
ห้องโดยสาร 5 ที่นั่ง ตกแต่งด้วยเส้นสายที่ได้แรงบันดาลใจจากโลมา พร้อมเบาะหนังสังเคราะห์ มาตรวัดดิจิทอลขนาด 5 นิ้ว และหน้าจอสัมผัสขนาด 12.8 นิ้ว ปรับหมุนด้วยไฟฟ้า รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมลำโพง 6 ตำแหน่ง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และกล้องรอบคัน 360 องศา รุ่น Extended Range เพิ่มเบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมระบบระบายอากาศ และที่ชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย พื้นที่สัมภาระท้ายความจุ 345 ลิตร ขยายเป็น 1,310 ลิตรเมื่อพับเบาะหลัง
รุ่น Standard Range ใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 95 แรงม้า แรงบิด 180 นิวตันเมตร พร้อมแบทเตอรี Blade Battery ความจุ 50.25 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้สูงสุด 435 กม. ส่วนรุ่น Extended Range ให้กำลัง 204 แรงม้า แรงบิด 310 นิวตันเมตร แบทเตอรีความจุ 60.48 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้สูงสุด 490 กม. ตามมาตรฐาน NEDC อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 12.5 และ 7 วินาที ตามลำดับ ทั้งคู่รองรับการชาร์จ AC สูงสุด 7 กิโลวัตต์ และ DC สูงสุด 60 และ 80 กิโลวัตต์ ตามลำดับ พร้อมระบบ V2L สำหรับจ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอก
BYD M6 (ราคา 829,900 - 929,900 บาท)
BYD M6 รถอเนกประสงค์ไฟฟ้าแบบ MPV ออกแบบด้านหน้าสไตล์ Dragon Face 3.0 พร้อมแถบอลูมิเนียมตกแต่งด้านข้าง ตัวรถยาว 4,710 มม. กว้าง 1,810 มม. สูง 1,690 มม. ฐานล้อ 2,800 มม. ติดตั้งไฟหน้า ไฟส่องสว่างกลางวัน และไฟท้าย LED พร้อมไฟเลี้ยวด้านหลังแบบ Sequential และล้ออัลลอยทูโทนขนาด 17 นิ้ว รุ่น Extended เพิ่มราวหลังคา หลังคากระจกพาโนรามิกพร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า และประตูท้ายไฟฟ้า
ห้องโดยสาร 3 แถว ตกแต่งโทนสีดำ-น้ำตาล พร้อมเบาะหนังสังเคราะห์ รุ่น Dynamic และ Extended 6 ที่นั่งใช้เบาะแถว 2 แบบอิสระ ส่วน Extended 7 ที่นั่งจัดวางเบาะแบบ 2-3-2 ติดตั้งมาตรวัดดิจิทอลขนาด 5 นิ้ว และหน้าจอสัมผัสขนาด 12.8 นิ้ว ปรับหมุนด้วยไฟฟ้า รุ่น Extended เพิ่มเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง เบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง พร้อมระบบระบายอากาศเบาะคู่หน้า พื้นที่สัมภาระท้ายความจุ 180 ลิตร ขยายเป็น 580 ลิตรเมื่อพับเบาะแถว 3
ขับเคลื่อนล้อหน้าด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า รุ่น Dynamic ให้กำลังสูงสุด 120 กิโลวัตต์ พร้อมแบทเตอรี Blade Battery ความจุ 55.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้สูงสุด 420 กม. ส่วนรุ่น Extended ทั้งแบบ 6 และ 7 ที่นั่งให้กำลัง 150 กิโลวัตต์ แบทเตอรีความจุ 71.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้สูงสุด 530 กม. ตามมาตรฐาน NEDC ทุกรุ่นมีแรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร รองรับการชาร์จ AC สูงสุด 7 กิโลวัตต์ และ DC สูงสุด 85 กิโลวัตต์ในรุ่น Dynamic หรือ 115 กิโลวัตต์ในรุ่น Extended พร้อมระบบ V2L สำหรับจ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอก
Changan Lumin (ราคา 479,000 - 499,000 บาท)
Changan Lumin L DC แฮทช์แบคไฟฟ้า 3 ประตูขนาดกะทัดรัด เน้นการใช้งานในเมือง ออกแบบเส้นสายโค้งมน พร้อมไฟหน้าทรงกลมที่มีขอบตกแต่งด้านบนคล้ายดวงตาง่วงนอน และไฟท้ายทรงกลม ตัวรถยาว 3,270 มม. ฐานล้อ 1,980 มม. ความสูงใต้ท้องรถ 150 มม. พร้อมมือจับประตูด้านนอกแบบซ่อน ช่วยให้ตัวรถดูเรียบกลมกลืน
ห้องโดยสารออกแบบเรียบง่าย มีโทนสีให้เลือกทั้งสีส้ม-เทา และสีดำ-เทา ติดตั้งมาตรวัดดิจิทอลขนาด 7 นิ้ว และหน้าจอสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว พร้อมปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศใต้หน้าจอ เบาะผู้โดยสารด้านหน้าสามารถพับและเลื่อนด้วยคันโยกเดียว ช่วยให้เข้า-ออกเบาะหลังสะดวก พื้นที่เก็บสัมภาระท้ายความจุ 104 ลิตร ขยายเป็น 580 ลิตรเมื่อพับเบาะหลัง
มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 48 แรงม้า ขับเคลื่อนล้อหน้า พร้อมแบทเตอรีความจุประมาณ 28.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้สูงสุด 301 กม. ตามมาตรฐาน NEDC และทำความเร็วสูงสุด 101 กม./ชม. รุ่น L DC รองรับการชาร์จทั้งไฟฟ้ากระแสสลับ AC และชาร์จเร็ว DC โดยชาร์จจาก 30-80 % ใช้เวลาประมาณ 35 นาที ส่วนรุ่น L รองรับการชาร์จ AC เท่านั้น
Chery Q (ราคา 449,900 - 519,900 บาท)
Chery Q รถยนต์ไฟฟ้าแฮทช์แบค 5 ประตูสไตล์ City EV ออกแบบรูปทรงกลมมน ภายใต้แนวคิด “So Qute, So You” เน้นความคล่องตัวในการใช้งานและหาที่จอดในเมือง ตัวรถยาว 4,195 มม. กว้าง 1,811 มม. สูง 1,568 มม. ฐานล้อ 2,700 มม. และความสูงใต้ท้องรถ 128 มม. มีสีตัวถังให้เลือกทั้ง Creamy Beige, Sporty White, Magic Purple และ Rose Peach โดยสี Rose Peach ไม่มีในรุ่น Qlick
ห้องโดยสารออกแบบเรียบง่าย พร้อมพวงมาลัยมัลทิฟังค์ชันและมาตรวัดดิจิทอลขนาด 8.88 นิ้ว รุ่น Qlick ติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาด 12.8 นิ้ว ส่วนรุ่น Qool และ Quint เพิ่มเป็น 15.6 นิ้ว ทุกรุ่นมีกล้องรอบคัน 360 องศา โดยรุ่น Quint เพิ่มเซนเซอร์ช่วยจอดด้านหน้า ระบบช่วยขับขี่ ADAS และถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง พื้นที่เก็บสัมภาระท้ายความจุ 375 ลิตร ขยายเป็น 1,450 ลิตรเมื่อพับเบาะหลัง
ทั้งรุ่น Qlick, Qool และ Quint ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยววางด้านหลัง กำลังสูงสุด 90 กิโลวัตต์ หรือ 122 แรงม้า แรงบิด 115 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนล้อหลัง พร้อมแบทเตอรีชนิด LFP ความจุ 42.7 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้สูงสุดประมาณ 400 กม. ตามมาตรฐาน NEDC หรือประมาณ 310 กม. ตามมาตรฐาน WLTP รองรับการชาร์จทั้ง AC และชาร์จเร็ว DC โดยชาร์จจาก 30-80 % ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
Deepal S05 BEV (ราคา 799,000 - 899,000 บาท)
Deepal S05 BEV รถครอสส์โอเวอร์เอสยูวีไฟฟ้า ออกแบบสไตล์ Interstellar Wing Design ได้แรงบันดาลใจจากปีกยานอวกาศ พร้อมรูปทรงลู่ลมที่มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.25 ตัวรถยาว 4,620 มม. กว้าง 1,900 มม. สูง 1,600 มม. ฐานล้อ 2,880 มม. โดดเด่นด้วยประตูไร้กรอบกระจก มือจับประตูแบบซ่อนไฟฟ้า และไฟท้าย LED พาดยาวตลอดแนว พร้อมล้ออัลลอยมาตรฐานขนาด 18 นิ้ว
ห้องโดยสารติดตั้งหน้าจอสัมผัส Sunflower Screen ขนาด 15.4 นิ้ว ความละเอียด 2.5K ใช้ระบบ Deepal OS 3.0 มีอุปกรณ์เด่น ได้แก่ ระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า AR-HUD ไฟสร้างบรรยากาศ 64 สี ระบบเสียงลำโพง 14 ตำแหน่ง และหลังคากระจกพาโนรามิกขนาด 1.9 ตร.ม. พร้อมเบาะคนขับปรับไฟฟ้าและดันหลังไฟฟ้า ส่วนเบาะผู้โดยสารด้านหน้าแบบ Queen Seat มีที่รองขาปรับไฟฟ้า โดยอุปกรณ์แตกต่างกันตามรุ่นย่อย
ใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 175 กิโลวัตต์ หรือ 238 แรงม้า แรงบิด 320 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนล้อหลัง พร้อมแบทเตอรีความจุ 56.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้สูงสุด 470 กม. ตามมาตรฐาน NEDC อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.3 วินาที และความเร็วสูงสุด 180 กม./ชม. รองรับการชาร์จเร็ว DC สูงสุด 151.5 กิโลวัตต์ ชาร์จจาก 30–80 % ใช้เวลาประมาณ 15 นาที พร้อมระบบกันสะเทือนหลังแบบมัลทิลิงค์
Forthing Friday (ราคา 699,900 - 859,900 บาท)
Forthing Friday BEV รถครอสส์โอเวอร์เอสยูวีไฟฟ้า 5 ที่นั่ง โดดเด่นด้วยไฟส่องสว่างกลางวันและชุดไฟหน้าจัดวางในแนวตั้ง พร้อมเส้นสายหลังคาที่ลาดโค้งตามหลักอากาศพลศาสตร์ ไฟท้าย LED พาดยาวตลอดแนว และดิฟฟิวเซอร์ด้านหลังสไตล์สปอร์ท ตัวรถยาว 4,600 มม. กว้าง 1,860 มม. สูง 1,680 มม. ฐานล้อ 2,715 มม.
ห้องโดยสารมีโทนสีดำ และน้ำตาลทูโทนให้เลือก พร้อมพวงมาลัยทรงท้ายตัด มาตรวัดขนาด 8.5 นิ้ว และหน้าจอสัมผัสขนาด 14.5 นิ้ว ปรับหมุนได้ รองรับ Wireless Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สายกำลัง 50 วัตต์ รุ่น Exclusive เพิ่มหลังคาพาโนรามิกซันรูฟ เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่ง ระบายอากาศ และนวด รวมถึงเบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง พื้นที่สัมภาระท้ายความจุ 480 ลิตร ขยายเป็น 1,480 ลิตรเมื่อพับเบาะหลัง
ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์ หรือ 204 แรงม้า ขับเคลื่อนล้อหน้า พร้อมแบทเตอรีชนิด LFP ความจุ 64.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ประมาณ 480 กม. ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC ติดตั้งระบบกันสะเทือนหลังแบบมัลทิลิงค์ มีให้เลือกทั้งรุ่น Luxury และ Exclusive โดยรุ่น Exclusive เพิ่มระบบช่วยขับขี่ เช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแปรผัน ระบบเบรคฉุกเฉินอัตโนมัติ และระบบเตือนมุมอับสายตา พร้อมกล้องรอบคัน 360 องศา
Geely EX2 (ราคา 399,900 - 429,900 บาท)
Geely EX2 แฮทช์แบคไฟฟ้าที่มีเส้นสายโค้งมน พร้อมระยะโอเวอร์แฮงด้านหน้าและด้านหลังสั้น ช่วยให้ตัวรถดูกระชับและเพิ่มพื้นที่ห้องโดยสาร ตัวรถยาว 4,135 มม. ฐานล้อ 2,650 มม. มีช่องเก็บสัมภาระใต้ฝากระโปรงหน้า หรือ Frunk พร้อมชอคอัพค้ำฝากระโปรง โดยรุ่น Max ติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว พร้อมยางขนาด 205/60 R16
ห้องโดยสารเน้นความโปร่งโล่ง ตกแต่งบางส่วนด้วยลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจจากอาคารในเมือง ติดตั้งมาตรวัดดิจิทอลและหน้าจอสัมผัสขนาด 14.6 นิ้ว รองรับ Android Auto ผ่านสาย พร้อมกระจกหน้าต่างทั้ง 4 บานเปิด-ปิดแบบ One Touch รุ่น Max เพิ่มเบาะคนขับปรับไฟฟ้าและไฟสร้างบรรยากาศที่เลือกเฉดสีได้ เบาะหลังมีพื้นที่วางขากว้างขวาง และพับแยกแบบ 60:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระ
ระบบขับเคลื่อนล้อหลังช่วยเติมความสนุกให้การขับขี่ โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 115 แรงม้า แรงบิดประมาณ 150 นิวตันเมตร จับคู่กับแบทเตอรีความจุ 39.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้สูงสุด 395 กม. ตามมาตรฐาน NEDC รองรับการชาร์จ AC สูงสุด 6.6 กิโลวัตต์ และชาร์จเร็ว DC สูงสุด 70 กิโลวัตต์ พร้อมระบบเพิ่มระยะทางวิ่งที่ให้ผู้ขับเลือกจำกัดการใช้พลังงานของอุปกรณ์และความเร็วรถได้
Geely EX5 (ราคา 859,000 - 949,000 บาท)
Geely EX5 เส้นสายที่เรียบง่ายและมือจับประตูไฟฟ้าแบบซ่อนช่วยให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น ตัวถังเอสยูวียาว 4,615 มม. กว้าง 1,901 มม. สูง 1,670 มม. ฐานล้อ 2,750 มม. พร้อมไฟหน้า และไฟท้าย LED รวมถึงช่องดักอากาศด้านหน้าแบบแอคทีฟ รุ่น Pro และ Max ใช้ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ส่วนรุ่น Max+ เพิ่มเป็น 19 นิ้ว พร้อมยาง Goodyear โดยรุ่น Max และ Max+ มีประตูท้ายไฟฟ้าและหลังคาพาโนรามิกซันรูฟ
พื้นที่ใช้สอย และความสบายเป็นจุดเด่นของห้องโดยสาร พร้อมมาตรวัดดิจิทอลขนาด 10.2 นิ้ว และหน้าจอสัมผัสขนาด 15.4 นิ้ว ใช้ระบบ Flyme Auto เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมระบบระบายอากาศ ส่วนรุ่น Max เพิ่มระบบนวดเบาะคู่หน้า ที่รองขาผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า และชุดเครื่องเสียง Flyme Sound ลำโพง 16 ตำแหน่ง พร้อมลำโพงบริเวณพนักพิงศีรษะ พื้นที่สัมภาระท้ายความจุ 461 ลิตร ขยายเป็น 1,877 ลิตรเมื่อพับเบาะหลัง
มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 160 กิโลวัตต์ หรือ 218 แรงม้า และแรงบิด 320 นิวตันเมตร ส่งกำลังสู่ล้อหน้า ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนแบบ 11-in-1 และแบทเตอรี Short Blade Battery ชนิด LFP รุ่น Pro และ Max ใช้แบทเตอรีความจุ 60.22 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้สูงสุด 495 และ 490 กม. ตามลำดับ ส่วนรุ่น Max+ เพิ่มความจุเป็น 68.39 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้สูงสุด 525 กม. ตามมาตรฐาน NEDC พร้อมระบบ V2L สำหรับจ่ายไฟให้เครื่องใช้ไฟฟ้า และ V2V สำหรับชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าคันอื่น
Jaecoo 5 EV (ราคา 679,000 บาท)
Jaecoo 5 EV ถ่ายทอดสไตล์เอสยูวีผ่านตัวถังทรงเหลี่ยม ผสานเส้นสายเรียบง่ายตามแนวคิด “Origin of Nature” รูปทรงดูแข็งแกร่ง แต่มีขนาดเหมาะกับการใช้งานในเมือง ด้วยความยาว 4,380 มม. กว้าง 1,860 มม. สูง 1,650 มม. และฐานล้อ 2,620 มม. เสริมรายละเอียดด้วยชุดไฟ LED และล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ส่วนรุ่น Ultra มีสีตัวถังจับคู่กับหลังคาดำให้เลือก เพิ่มมิติให้ตัวรถดูสะดุดตาขึ้น
หน้าจอสัมผัสแนวตั้งขนาด 13.2 นิ้วบริเวณคอนโซลกลางเป็นองค์ประกอบหลักของห้องโดยสารรุ่น Max+ ทำงานร่วมกับมาตรวัดขนาด 8 นิ้ว รองรับ Wireless Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย 50 วัตต์ ความสะดวกสบายมีทั้งระบบปรับอากาศแยกอิสระ 2 โซน เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมระบบระบายอากาศ และไฟสร้างบรรยากาศ 64 สี อีกทั้งยังออกแบบให้รองรับการเดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยง ส่วนพื้นที่สัมภาระท้ายจุ 480 ลิตร และขยายได้ถึง 1,284 ลิตรเมื่อพับเบาะหลัง
ทั้ง Max+ และ Ultra ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 155 กิโลวัตต์ ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า แรงบิด 288 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนล้อหน้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 7.7 วินาที ความแตกต่างอยู่ที่แบทเตอรี LFP โดย Max+ มีความจุ 50.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้สูงสุด 405 กม. ขณะที่ Ultra เพิ่มเป็น 60.93 กิโลวัตต์ชั่วโมง เพื่อขยายระยะทางเป็น 480 กม. ตามมาตรฐาน NEDC ทั้งคู่รองรับการชาร์จ AC สูงสุด 6.6 กิโลวัตต์ และ DC สูงสุด 130 กิโลวัตต์
Leepas L6 (ราคา 769,000 - 799,000 บาท)
Lepas L6 นำแรงบันดาลใจจากเสือดาวมาถ่ายทอดผ่านไฟหน้า LED ทรงเฉียบคม และเส้นสายตัวถังที่โค้งต่อเนื่องจากด้านหน้าจรดด้านท้าย กระจังหน้าแบบปิดทึบรับกับล้ออัลลอยที่ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ส่วนไฟท้าย LED พาดยาวตลอดความกว้างตัวรถ มิติตัวถังยาว 4,570 มม. กว้าง 1,852 มม. สูง 1,683 มม. และฐานล้อ 2,700 มม. จัดอยู่ในกลุ่มเอสยูวีไฟฟ้าที่มีพื้นที่รองรับการใช้งานของครอบครัว
เมื่อเปิดประตูเข้ามา แดชบอร์ดทรงปีกนกนางนวลและแผงตกแต่งลายคลื่นน้ำสร้างบรรยากาศที่นุ่มนวล สอดรับกับเบาะเย็บลายควิลท์ หน้าจอสัมผัสขนาด 13.2 นิ้ว ความละเอียด 2K ทำงานร่วมกับมาตรวัดดิจิทอลขนาด 8.8 นิ้ว ขณะที่ความใส่ใจเรื่องสภาพแวดล้อมในห้องโดยสารสะท้อนผ่านระบบกรองอากาศ วัสดุเคลือบสารระเหยต่ำ และกระจกหน้าที่ช่วยลดความร้อนจากรังสีอินฟราเรด พร้อมพื้นที่วางขาของผู้โดยสารตอนหลัง 911 มม.
มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้าให้กำลังสูงสุด 160 กิโลวัตต์ หรือ 218 แรงม้า แรงบิด 275 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 7.9 วินาที จับคู่กับแบทเตอรีความจุ 65.05 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับการชาร์จเร็ว DC สูงสุด 120 กิโลวัตต์ โดยเพิ่มระดับแบทเตอรีจาก 30-80 % ได้ในเวลาประมาณ 20 นาที และมีระบบ V2L จ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอกสูงสุด 3.3 กิโลวัตต์ สำหรับใช้งานระหว่างเดินทางหรือกิจกรรมกลางแจ้ง
MG4 Electric (ราคา 669,900 บาท)
MG4 รุ่นปี 2026 ยังคงเส้นสายเฉียบคมในรูปแบบแฮทช์แบค 5 ประตู พร้อมไฟหน้า และไฟท้าย LED และสปอยเลอร์หลัง Twin Aero Wing รุ่น D Standard Range ใช้ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว พร้อมฝาครอบ Aero Wheel Cover ส่วน X Long Range ขยับเป็นล้อขนาด 18 นิ้ว เสริมรายละเอียดด้วยคาลิเพอร์เบรคสีส้มและไฟท้ายแบบพาดยาว ตัวถังยาว 4,287 มม. กว้าง 1,836 มม. สูง 1,516 มม. และฐานล้อ 2,705 มม.
ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เห็นได้ชัดเมื่อเข้ามานั่งในห้องโดยสาร แดชบอร์ดและแผงประตูออกแบบใหม่ ตกแต่งด้วยวัสดุสัมผัสนุ่มโทนสีดำ พร้อมคอนโซลกลาง 2 ชั้น หน้าจอสัมผัสขนาด 12.8 นิ้วรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย ทำงานร่วมกับมาตรวัดดิจิทอลขนาด 10.25 นิ้ว ทั้ง 2 รุ่นมีเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง และเบาะหลังพับแยก 60:40 พร้อมที่วางแขน ส่วน X Long Range เพิ่มเบาะคู่หน้าทรงสปอร์ทปรับไฟฟ้าพร้อมระบบเป่าลมเย็น และแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย
ระบบขับเคลื่อนล้อหลังยังเป็นหัวใจของ MG4 โดยรุ่น D Standard Range ใช้มอเตอร์กำลัง 125 กิโลวัตต์ หรือ 170 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร จับคู่แบทเตอรี LFP ความจุ 50 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้สูงสุด 450 กม. ตามมาตรฐาน NEDC และรองรับการชาร์จเร็ว DC 120 กิโลวัตต์
ขณะที่ X Long Range เพิ่มกำลังเป็น 180 กิโลวัตต์ หรือ 245 แรงม้า แรงบิด 350 นิวตันเมตร พร้อมแบทเตอรี LFP ขนาด 62.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง ระยะทางสูงสุด 540 กม. ตามมาตรฐาน NEDC รองรับการชาร์จเร็ว DC 140 กิโลวัตต์ โดยชาร์จจาก 10-80 % ใช้เวลาประมาณ 26 นาที ทั้งคู่ใช้ช่วงล่างหลังอิสระแบบ 5 ลิงค์ และเลือกโหมดการขับขี่ได้ 5 รูปแบบ
MG ES (ราคา 959,000)
MG ES ผสานเส้นสายเรียบหรูเข้ากับความอเนกประสงค์สำหรับครอบครัว ด้านหน้าติดตั้งไฟ LED Projector พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวันและระบบเปิด–ปิดอัตโนมัติ ส่วนด้านท้ายมีไฟ LED และสปอยเลอร์หลัง เสริมด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ตัวรถยาว 4,600 มม. กว้าง 1,818 มม. สูง 1,543 มม. และฐานล้อ 2,665 มม.
แถบตกแต่งสีน้ำเงิน และพื้นผิวลายเดนิมเติมรายละเอียดให้ห้องโดยสารโทนสีดำ ซึ่งเลือกใช้วัสดุสัมผัสนุ่ม และเบาะหนังสังเคราะห์ เบาะคู่หน้าออกแบบให้รองรับสรีระ โดยฝั่งคนขับปรับไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง หน้าจอสัมผัสขนาด 10.25 นิ้วรองรับ Apple CarPlay และการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนระบบ Android พร้อมลำโพง 6 ตำแหน่ง ขณะที่เบาะหลังพับแยกแบบ 60:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้สูงสุด 1,367 ลิตร เหมาะทั้งการบรรทุกของใช้ประจำวันและกระเป๋าเดินทางของทั้งครอบครัว
MG ES ส่งกำลังสู่ล้อหน้าด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 130 กิโลวัตต์ หรือ 177 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 8.3 วินาที ใช้แบทเตอรี LFP ความจุ 51 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้สูงสุด 412 กม. ตามมาตรฐาน NEDC รองรับการชาร์จ AC สูงสุด 11 กิโลวัตต์ และชาร์จเร็ว DC สูงสุด 87 กิโลวัตต์ โดยชาร์จจาก 0-80 % ใช้เวลาประมาณ 40 นาที พร้อมระบบนำพลังงานกลับขณะชะลอรถ KERS ปรับได้ 3 ระดับ และระบบ V2L จ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอกสูงสุด 2.2 กิโลวัตต์
MG S5 EV PLUS (ราคา 749,900 บาท)
MG S5 EV PLUS วางเส้นสายตัวถังให้เรียบสะอาดตา โดยมีไฟหน้า LED พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวันทรง Diamond Beam เป็นรายละเอียดสะดุดตา กระจังหน้า Active Grille เปิด-ปิดอัตโนมัติเพื่อช่วยจัดการการไหลเวียนอากาศ พร้อมไฟท้าย LED ราวหลังคาและสปอยเลอร์หลัง ตัวรถยาว 4,476 มม. กว้าง 1,849 มม. สูง 1,621 มม. และฐานล้อ 2,730 มม. รุ่น D+ ใช้ล้ออัลลอย 17 นิ้ว ส่วน X+ และ V+ เพิ่มเป็น 18 นิ้ว พร้อมหลังคาพาโนรามิกซันรูฟและประตูท้ายไฟฟ้าที่มีระบบเตะเปิดอัตโนมัติ
คอนโซลกลาง 2 ชั้นช่วยจัดสรรพื้นที่เก็บของให้ห้องโดยสารโทนสีเทา-ดำ ซึ่งตกแต่งด้วยวัสดุสัมผัสนุ่มและเบาะหนังสังเคราะห์ มาตรวัดดิจิทอลขนาด 10.25 นิ้วเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เช่นเดียวกับช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลังและเบาะหลังพับแยก 60:40 รุ่น D+ มีหน้าจอสัมผัสขนาด 12.8 นิ้วและเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง ขณะที่ X+ และ V+ ใช้หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว เพิ่มเบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมระบบเป่าลมเย็นและแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย โดยทั้ง 3 รุ่นรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย
แพลทฟอร์ม NEBULA PURE ELECTRIC วางระบบขับเคลื่อนล้อหลังไว้คู่กับช่วงล่างหลังอิสระแบบ 5 ลิงค์ รุ่น D+ และ X+ ใช้มอเตอร์กำลัง 125 กิโลวัตต์ หรือ 170 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร พร้อมแบทเตอรีความจุ 50 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้สูงสุด 416 กม. ตามมาตรฐาน NEDC ส่วน V+ เพิ่มกำลังเป็น 180 กิโลวัตต์ หรือ 245 แรงม้า แรงบิด 350 นิวตันเมตร จับคู่กับแบทเตอรีขนาด 62.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางสูงสุด 550 กม. ตามมาตรฐาน NEDC และรองรับการชาร์จเร็ว DC สูงสุด 150 กิโลวัตต์ โดยชาร์จจาก 10-80 % ใช้เวลาประมาณ 26 นาที
MG Urban (ราคา 579,900 - 749,900 บาท)
MG Urban แฮทช์แบคไฟฟ้า 5 ประตูที่มาพร้อมไฟหน้า LED เปิด–ปิดอัตโนมัติและสปอยเลอร์หลัง ตัวถังยาว 4,395 มม. กว้าง 1,842 มม. สูง 1,549 มม. และฐานล้อ 2,750 มม. รุ่น Standard ใช้ล้ออัลลอย 16 นิ้ว ส่วน Max และ Ultra เพิ่มเป็น 17 นิ้ว พร้อมประตูท้ายไฟฟ้า โดย Ultra มีหลังคากระจกพาโนรามิกพร้อมม่านบังแดดเพิ่มเติม
พื้นที่เก็บสัมภาระท้ายขนาด 382 ลิตร พร้อมช่องเก็บของอีก 98 ลิตร ช่วยรองรับของใช้ระหว่างเดินทาง และขยายพื้นที่ได้สูงสุด 1,266 ลิตรเมื่อพับเบาะหลังแบบ 60:40 ห้องโดยสารตกแต่งโทนสีเทา-ดำ ใช้เบาะหนังสังเคราะห์และวัสดุสัมผัสนุ่ม พร้อมมาตรวัดขนาด 7 นิ้ว ช่องแอร์ด้านหลัง และเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง รุ่น Standard มีหน้าจอสัมผัสขนาด 12.8 นิ้ว ส่วน Max และ Ultra ใช้ขนาด 15.6 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย พร้อมเพิ่มระบบเป่าลมเย็นเบาะคู่หน้าและแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย
การขับเคลื่อนใช้มอเตอร์ไฟฟ้าส่งกำลังสู่ล้อหน้า บนแพลทฟอร์ม E3 PURE ELECTRIC ที่ผสานแบทเตอรีเข้ากับโครงสร้างตัวถังแบบ Cell-to-Body รุ่น Standard ให้กำลัง 110 กิโลวัตต์ หรือ 150 แรงม้า ใช้แบทเตอรี LFP ความจุ 42.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้สูงสุด 435 กม. ตามมาตรฐาน NEDC และรองรับการชาร์จเร็ว DC 82 กิโลวัตต์ ส่วน Max และ Ultra เพิ่มกำลังเป็น 118 กิโลวัตต์ หรือ 160 แรงม้า พร้อมแบทเตอรี 53.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้สูงสุด 530 กม. ตามมาตรฐาน NEDC รองรับการชาร์จเร็ว DC 88 กิโลวัตต์ โดยชาร์จจาก 10-80 % ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ทั้ง 3 รุ่นมีแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร และระบบ V2L จ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอกสูงสุด 3.3 กิโลวัตต์
MG ZS EV (ราคา 829,900 - 899,900 บาท)
กระจังหน้าและกันชนแบบ Grille-less Design ทำให้ MG ZS EV มีหน้าตาเรียบสะอาดตามสไตล์รถไฟฟ้า รับกับไฟหน้า LED พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วที่มีฝาครอบ Aero Wheel Cover ด้านท้ายติดตั้งไฟ LED และสปอยเลอร์หลัง พร้อมราวหลังคาสำหรับเสริมประโยชน์ใช้สอย ตัวรถยาว 4,323 มม. กว้าง 1,809 มม. สูง 1,649 มม. และฐานล้อ 2,585 มม. ส่วนรุ่น 100TH SE เพิ่มความพิเศษด้วยตัวถังสีเงิน Cosmic Silver และสัญลักษณ์ฉลองครบรอบ 100 ปีของ MG
โทนสีดำ และวัสดุสัมผัสนุ่มสร้างบรรยากาศเรียบหรูให้ห้องโดยสาร เบาะหุ้มหนังสังเคราะห์จัดวางคู่กับมาตรวัดดิจิทอลขนาด 7 นิ้วและหน้าจอสัมผัสกลางขนาด 10 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนระบบ Android พร้อมระบบปรับอากาศอัตโนมัติและช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เบาะหลังพับแยกแบบ 60:40 และพื้นห้องเก็บสัมภาระปรับได้ 2 ระดับ ช่วยจัดพื้นที่ให้เหมาะกับสิ่งของที่บรรทุก โดยรุ่น X และ 100TH SE มีเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทางเพิ่มเติม
มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 130 กิโลวัตต์ หรือ 177 แรงม้า ส่งกำลังสู่ล้อหน้า ให้แรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 8.6 วินาที ใช้แบทเตอรีลิเธียมไอออนความจุ 50.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว วิ่งได้สูงสุด 403 กม. ตามมาตรฐาน NEDC รองรับการชาร์จเร็ว DC โดยชาร์จจาก 30-80 % ใช้เวลาประมาณ 30 นาที มีระบบนำพลังงานกลับขณะชะลอรถ KERS ปรับได้ 3 ระดับ และระบบ V2L จ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอกสูงสุด 2.2 กิโลวัตต์
Nio Firefly (ราคา 799,000 บาท)
NIO Firefly แฮทช์แบคไฟฟ้า 5 ประตู โดดเด่นด้วยไฟทรงกลม 3 ดวงแบบ Trio Light Design ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จับคู่เส้นสายโค้งมนกับแผงตกแต่งทรงรี เสริมด้วยโลโก้เรืองแสง ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว และหลังคากระจกพาโนรามาที่ช่วยกรองรังสี UV ตัวรถยาว 4,003 มม. กว้าง 1,781 มม. สูง 1,557 มม. และมีระยะฐานล้อ 2,615 มม. จึงมีขนาดกะทัดรัดสำหรับการใช้งานในเมือง
เบาะคู่หน้าพร้อมระบบนวดและระบายอากาศเติมความสบายให้ห้องโดยสาร 5 ที่นั่ง ซึ่งเลือกใช้หนังสังเคราะห์ร่วมกับไมโครไฟเบอร์ เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง ส่วนฝั่งผู้โดยสารปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่งทั้งคู่ มาตรวัดดิจิทัลขนาด 6 นิ้วทำงานร่วมกับจอสัมผัสกลางขนาด 13.2 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และระบบเสียง Dolby Atmos 7.1 ผ่านลำโพง 14 ตำแหน่ง เพิ่มบรรยากาศด้วยไฟ Ambient Light ปรับได้ 256 สี ส่วนการจัดเก็บสัมภาระมีทั้งช่องใต้ฝากระโปรงหน้า 92 ลิตร ช่องใต้เบาะหลัง 29 ลิตร และพื้นที่ท้ายรถที่ขยายได้ถึง 1,253 ลิตรเมื่อพับเบาะหลัง
มอเตอร์ไฟฟ้าส่งกำลังสู่ล้อหลังด้วยพละกำลังสูงสุด 143 แรงม้า แรงบิด 200 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 8.1 วินาที จับคู่แบตเตอรี่ LFP ความจุ 42.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางสูงสุด 400 กม. ตามมาตรฐาน NEDC รองรับการชาร์จ AC สูงสุด 7 กิโลวัตต์ และ DC สูงสุด 100 กิโลวัตต์ โดยชาร์จจาก 10-80 % ใช้เวลาประมาณ 30 นาที พร้อมระบบจ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอก V2L สูงสุด 3.68 กิโลวัตต์ และช่วงล่างหลังอิสระแบบ 5 ลิงค์
Omoda C5 EV (ราคา 649,000 - 949,000 บาท)
Omoda C5 EV ออกแบบภายใต้แนวคิด ROBO SHARK Design ด้านหน้าออกแบบเป็นรูปตัว X ประกบไฟ LED ทรงสายฟ้า รับกับไฟท้ายที่พาดยาวเต็มความกว้างตัวรถและสปอยเลอร์หลัง เสริมด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว หลังคาซันรูฟ และฝาท้ายไฟฟ้า ตัวถังยาว 4,545 มม. กว้าง 1,830 มม. สูง 1,588 มม. พร้อมระยะฐานล้อ 2,630 มม.
จอสัมผัสกลางขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด 2K เป็นศูนย์กลางการใช้งานภายในห้องโดยสารโทนดำและเทาอ่อน ทำงานร่วมกับมาตรวัดดิจิทัลขนาด 8.8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย พร้อมเครื่องเสียง SONY ลำโพง 8 ตำแหน่ง และแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย 50 วัตต์ เบาะทรงสปอร์ตคู่หน้ามีระบบระบายอากาศ โดยฝั่งคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง พร้อมระบบนวดและปรับดันหลัง ส่วนกระจกหน้าต่างคู่หน้าช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอก เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานด้วยเบาะหลังพับแยก 60:40 รวมถึงโหมดแคมป์ปิ้งและโหมดสัตว์เลี้ยง
กำลัง 211 แรงม้า และแรงบิด 288 นิวตันเมตรจากมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ส่งผ่านสู่ล้อหน้า ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.2 วินาที จับคู่แบตเตอรี่ความจุ 50.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางสูงสุด 422 กม. ตามมาตรฐาน NEDC รองรับการชาร์จ AC สูงสุด 6.6 กิโลวัตต์ และ DC สูงสุด 110 กิโลวัตต์ พร้อมระบบจ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอก V2L ขนาด 3.3 กิโลวัตต์ เลือกโหมดขับขี่ได้ทั้ง ECO, Normal และ Sport โดยใช้ช่วงล่างหน้าแมคเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบมัลติลิงค์
ORA 5 EV (ราคา 629,000 - 669,000 บาท)
ORA 5 EV ใช้ไฟหน้า LED ทรงหยดน้ำ ตัวถังเน้นเส้นสายโค้งมน พร้อมไฟท้าย LED แบบซ่อน ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วลายใบโคลเวอร์ 4 แฉก ราวหลังคา และสปอยเลอร์หลัง ตัวรถยาว 4,471 มม. กว้าง 1,833 มม. สูง 1,641 มม. และมีระยะฐานล้อ 2,720 มม. โดยรุ่น ULTRA เพิ่มหลังคากระจกพาโนรามาพร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า และฝาท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า
บรรยากาศภายในเลือกได้ทั้งโทนน้ำตาล-เบจ และดำ-เทา จัดพื้นที่สำหรับผู้โดยสาร 5 ที่นั่ง พร้อมเบาะหนังสังเคราะห์และเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง มาตรวัดดิจิทัลขนาด 10.25 นิ้วจับคู่จอสัมผัสกลางขนาด 14.6 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย รวมถึงการสั่งงานด้วยเสียงภาษาไทยและอังกฤษ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติมีช่องแอร์ด้านหลังและตัวกรอง N95 ส่วนเบาะหลังพับแยก 60:40 ได้ รุ่น ULTRA เติมความสบายด้วยระบบระบายอากาศเบาะคู่หน้า ระบบบันทึกตำแหน่งเบาะคนขับ เบาะผู้โดยสารหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง พร้อมลำโพง 9 ตำแหน่ง ไฟสร้างบรรยากาศ และแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย 50 วัตต์
ทั้งรุ่น PRO และ ULTRA ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้า กำลังสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิด 260 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.5 วินาที ระบบขับเคลื่อนแบบ 15-in-1 ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ความจุ 58.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางสูงสุด 520 กม. ตามมาตรฐาน NEDC รองรับการชาร์จ AC สูงสุด 6.6 กิโลวัตต์ และ DC สูงสุด 120 กิโลวัตต์ โดยชาร์จจาก 30-80 % ใช้เวลาประมาณ 20 นาที พร้อมจ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอกผ่าน V2L สูงสุด 6 กิโลวัตต์ และเลือกโหมดขับขี่ได้ทั้ง Eco, Normal, Sport และ Well-being
Wuling Binguo EV (ราคา 399,000 - 429,000 บาท)
Wuling Binguo EV ใช้ตัวถังแฮทช์แบค 5 ประตูสไตล์เรโทร เส้นสายโค้งมน ตกแต่งด้วยคิ้วโครเมียม พร้อมไฟหน้าและไฟท้าย LED ลวดลายตัว X ล้อกระทะเหล็กขนาด 15 นิ้วพร้อมฝาครอบ จับคู่ยางขนาด 185/60 R15 ตัวรถยาว 3,950 มม. กว้าง 1,708 มม. สูง 1,580 มม. และมีระยะฐานล้อ 2,560 มม. มีสีตัวถังให้เลือกทั้ง Milk Tea, Galaxy Blue, Mousse Green และ Grey Metallic
ห้องโดยสารโทน Caramel Latte จับคู่สีเบจและน้ำตาลกับวัสดุสัมผัสนุ่มและแถบตกแต่งโครเมียม แผงคอนโซลติดตั้งมาตรวัดดิจิทัลและจอสัมผัสกลางขนาด 10.25 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันและปุ่มหมุนเลือกเกียร์ เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง กระจกฝั่งคนขับขึ้น-ลงแบบ One-Touch และมีเบรกมือไฟฟ้าพร้อม Auto Hold ส่วนพื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถเป็นช่องลึกแบบ Deep Sunk ความจุ 310 ลิตร ขยายได้ถึง 790 ลิตรเมื่อพับเบาะหลัง
ทั้งสองรุ่นใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 50 กิโลวัตต์ หรือ 68 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนล้อหน้า พร้อมแบตเตอรี่ LFP ความจุ 31.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางสูงสุด 333 กม. ตามมาตรฐาน NEDC และทำความเร็วสูงสุด 120 กม./ชม. รองรับการชาร์จ AC สูงสุด 6.6 กิโลวัตต์ และ DC สูงสุด 50 กิโลวัตต์ ผ่านหัวชาร์จ Type 2 และ CCS Combo โดยชาร์จ DC จาก 30-80 % ใช้เวลาประมาณ 35 นาที เลือกโหมดขับขี่ได้ 4 รูปแบบ ได้แก่ ECO+, ECO, Normal และ Sport
Wuling Air EV (ราคา 369,000 - 419,000 บาท)
Wuling Air EV เป็นรถไฟฟ้า 3 ประตู 4 ที่นั่ง ตัวรถยาว 2,974 มม. กว้าง 1,505 มม. สูง 1,631 มม. และมีระยะฐานล้อ 2,010 มม. ใช้ล้อขนาด 12 นิ้วพร้อมฝาครอบและยาง 145/70 R12 รุ่น Standard Range ติดตั้งไฟหน้าฮาโลเจน ส่วน Long Range เปลี่ยนเป็นไฟหน้า LED พร้อมไฟหน้าและไฟท้ายแบบ Modern Parallel และแถบไฟ Extended Horizon ที่พาดตลอดความกว้างตัวรถ โลโก้ Wuling เรืองแสงขณะล็อก-ปลดล็อก โดยรุ่น Long Range เพิ่มการเรืองแสงขณะขับขี่ด้วย
ภายในรุ่น Standard Range ตกแต่งโทนสีเทา ใช้เบาะผ้า มาตรวัด TFT ขนาด 7 นิ้ว และลำโพง 2 ตำแหน่ง ขณะที่ Long Range เพิ่มวัสดุสัมผัสนุ่มโทน Carbon Black เบาะและพวงมาลัยหุ้มหนังสังเคราะห์ พร้อมมาตรวัดและจอสัมผัสกลางขนาด 10.25 นิ้ว ลำโพง 4 ตำแหน่ง และเบรกมือไฟฟ้าพร้อม Auto Hold ทั้งสองรุ่นใช้ปุ่มหมุนเลือกเกียร์ มีพวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน กล้องมองหลัง และเซนเซอร์ช่วยจอด ส่วน Long Range เพิ่มกุญแจ Smart Start และ Keyless Entry รวมถึงการสั่งล็อกประตู เปิด-ปิดกระจก และเปิดระบบปรับอากาศจากระยะไกลผ่านแอพพลิเคชัน
มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 30 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 41 แรงม้า แรงบิด 110 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนล้อหลังเหมือนกันทั้งสองรุ่น โดย Standard Range ใช้แบตเตอรี่ LFP ความจุ 17.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางสูงสุด 200 กม. ต่อการชาร์จ รองรับการชาร์จ AC สูงสุด 2 กิโลวัตต์ ใช้เวลาประมาณ 8.5 ชั่วโมง ส่วน Long Range เพิ่มความจุแบตเตอรี่เป็น 26.7 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางสูงสุด 300 กม. และรองรับการชาร์จ AC สูงสุด 6.6 กิโลวัตต์ ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง
Wuling Eksion (ราคา 799,000-859,000 บาท)
Wuling Eksion EV ครอสส์โอเวอร์ SUV ไฟฟ้า 100% แบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง ตัวถังขนาดใหญ่ในระดับ C-Segment ยาว 4,745 มม. ฐานล้อ 2,810 มม.
ภายในจัดเบาะแบบ 2+3+2 พร้อมจอกลางสัมผัส 12.8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ระบบปรับอากาศพร้อมช่องแอร์ครบทุกแถว และพื้นที่เก็บสัมภาระ 320 ลิตร ขยายได้สูงสุด 1,945 ลิตรเมื่อพับเบาะ
ขุมพลังใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวขับเคลื่อนล้อหน้า กำลังสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิด 310 นิวตันเมตร จับคู่แบทเตอรี LFP ความจุ 69.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ไกลสูงสุด 530 กม./การชาร์จ ตามมาตรฐาน CLTC รองรับ DC Fast Charge โดยชาร์จจาก 30-80% ได้ในเวลาประมาณ 20-35 นาที พร้อมฟังก์ชัน V2L สำหรับจ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอก
มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ Comfort ราคา 799,000 บาท และ Premium ราคา 859,000 บาท โดยรุ่น Premium เพิ่มอุปกรณ์อย่าง Panoramic Sunroof, ประตูท้ายไฟฟ้า, Wireless Charger 50W และเบาะคนขับปรับไฟฟ้าพร้อมระบบระบายอากาศ นอกจากนี้ยังมีระบบ ADAS, กล้องรอบคัน 360 องศา และถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง




























