บทความ
Ferrari Luce ม้าลำพองมิติใหม่ ย้อนยุคแบบหลุดโลก
เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่เพื่อดึงดูดฐานลูกค้าหน้าใหม่ให้หันมาสนใจยานยนต์ไฟฟ้าจากแบรนด์ม้าลำพอง ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าที่แปลกตาที่สุดเท่าที่ทำมาHighlight
ถ้าพูดถึง Ferrari ภาพจำของทุกคนคงหนีไม่พ้นซูเพอร์คาร์สีแดงเพลิง เส้นสายโฉบเฉี่ยวตามหลักอากาศพลศาสตร์ และเสียงเครื่องยนต์คำรามกร้าว แต่ล่าสุดโลกของวงการยานยนต์ต้องหันมามองแล้วชอคตาแตกทั้งโลก กับความแหวกแนวครั้งใหม่ในพโรเจคท์ที่ชื่อว่า "Ferrari Luce" (แฟร์รารี ลูเช) ผลงานการตีความนิยามม้าลำพองในแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ด้วยการผสมผสานความคลาสสิคยุคเรทโรเข้ากับดีไซจ์นล้ำอนาคตจนเรียกได้ว่า "หลุดโลก"
ถือเป็นการเปิดบทใหม่ครั้งสำคัญของแบรนด์ม้าลำพอง หลังจากก่อนหน้านี้ประกาศแผน Multi-Energy Strategy ตั้งแต่ปี 2022 โดย Luce จะเข้ามาเสริมไลน์เครื่องยนต์เดิม ไม่ได้มาแทนที่เครื่องยนต์สันดาป แต่เป็นการขยายขอบเขตของ Ferrari ไปสู่รถไฟฟ้าสมรรถนะสูงเต็มรูปแบบ โดยชื่อของ “Luce” มีความหมายถึง “แสงสว่าง” หรือ “ทิศทาง” สื่อถึงแนวทางใหม่ของ Ferrari ที่ต้องการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าที่ยังคง DNA ของแบรนด์เอาไว้ ทั้งด้านสมรรถนะ ความเร้าใจในการขับ และเอกลักษณ์เฉพาะตัว
แนวคิดรถ 5 ที่นั่งทรงยานอวกาศ
Matteo Lanzavecchia หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมยานยนต์ของ Ferrari อธิบายว่า เมื่อ Ferrari ต้องการรถไฟฟ้า สิ่งที่ต้องทำ คือ หากพวกเขานำพแลทฟอร์มรถเครื่องยนต์วางกลางเดิมมาดัดแปลงโดยถอดเครื่องยนต์ออกแล้วใส่แบทเตอรีเข้าไป มันจะไม่ได้ประโยชน์ในเรื่องของจุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity) การออกแบบภายใต้คอนเซพท์ของรถยนต์ไฟฟ้าของ Ferrari Luce ได้รับความร่วมมือจาก LoveFrom บริษัทกลุ่มนักออกแบบที่ก่อตั้งโดย Marc Newson และ Jony Ive อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Apple ซึ่งอยู่เบื้องหลังดีไซจ์นของอุปกรณ์ที่โด่งดังระดับโลกอย่าง Apple iPhone, iPad, Macbook ฯลฯ ใช้แนวคิดใหม่ที่เชื่อมต่อทั้งภายนอก ภายใน และระบบอินเตอร์เฟศให้เป็นภาษาการออกแบบเดียวกัน
Ferrari จึงคิดใหม่ทำใหม่ทั้งหมด และผลิตชิ้นส่วนใหม่ถึง 95 % เพื่อให้เป็นรถท้ายลาด (Hatchback) ขนาด 5 ที่นั่ง ที่มีรูปทรงล้ำยุคคล้ายยานอวกาศ “Glass House” ด้านหน้ามาพร้อมช่องดักลมขนาดใหญ่ต่อเนื่องไปจนถึงกระจกบังลม เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์สูงสุด ตัวรถมีความสูงต่ำกว่ารุ่น Purosangue (ปูโรซังกเว) แต่ออกแบบโครงสร้างแบบ "รถซ้อนอยู่ในรถ" (Car within a car) ห้องโดยสารได้รับแรงบันดาลใจจากความลื่นไหล กระจกบังลมหน้าเชื่อมต่อเป็นชิ้นเดียวกับฝากระโปรงหน้า และที่ปัดน้ำฝนจะซ่อนอยู่ด้านข้างกระจกแทนที่จะอยู่ตรงกลาง ไฟท้ายทรงกลม ได้แรงบันดาลใจจาก 360 Modena (360 โมเดนา) และ F8 Tributo (เอฟ 8 ตรีบูโต)
มิติตัวถังของ Luce มีความยาว 5,026 มม. กว้าง 1,999 มม. และสูง 1,544 มม. ระยะฐานล้ออยู่ที่ 2,961 มม. โดยมีความกว้างช่วงล้อหน้า 1,696 มม. และช่วงล้อหลัง 1,690 มม. น้ำหนักตัวรถเปล่าอยู่ที่ 2,260 กก. การกระจายน้ำหนักหน้า-หลังในสัดส่วน 47:53 รูปแบบ 4 ประตู 5 ที่นั่ง สไตล์ Coach Doors พร้อมห้องโดยสารขนาดใหญ่ขึ้นจากสถาปัตยกรรมรถไฟฟ้าโดยเฉพาะเป็นครั้งแรก ตัวถังเน้นความเรียบสะอาดด้วยกระจกขนาดใหญ่แบบ Shell-like Form และใช้ปีกแอโรไดนามิคด้านหน้า-หลังแบบลอยตัว พื้นที่ท้ายเก็บสัมภาระท้ายรถประมาณ 597 ลิตร พร้อมล้อขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีในบรรดารถ Ferrari โดยด้านหน้าใช้ล้อ 23 นิ้ว และด้านหลัง 24 นิ้ว เป็นครั้งแรก
ภายในเสมือนยก Apple Watch ไว้ในรถ
หน้าปัด OLED ใช้เข็มวัดความเร็วแบบ Physical 3 จอ และมีฟังค์ชันผสมผสานกับหน้าจอ OLED กลางขนาด 10.1 นิ้ว ระบบปฏิบัติการ Android ที่จะเปลี่ยนเฉดสีตามโหมดการขับขี่ ที่พัฒนาร่วมกับ Corning ซัพพลายเออร์ของ Apple ซึ่ง Jony Ive ผู้ออกแบบให้มีปุ่มกดได้อธิบายว่าการที่รถยนต์ไฟฟ้าหลายๆ รุ่นพยายามเปลี่ยนให้การควบคุมทุกอย่างกระจุกอยู่ที่หน้าจอสัมผัส (multi-touch) เป็นสิ่งที่สร้างความยุ่งยาก และเสี่ยงอันตรายต่อผู้ใช้งานบนท้องถนน
ความสบายของผู้โดยสารตอนหลังสำหรับ Ferrari Luce เป็นรถที่มีเบาะหลังกว้างที่สุด เงียบที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา จากการพัฒนาด้าน NVH ใหม่ทั้งหมด รวมถึงการใช้ซับเฟรมแบบ Elastically-mounted เป็นครั้งแรกของแบรนด์ ระบบควบคุมแยกส่วนชัดเจน มาพร้อมเบาะนวดไฟฟ้า ทั้งหน้า และหลังเป็นออพชันเสริม แต่มันชี้ให้เห็นชัดเจนว่า Luce ถูกวางตำแหน่งทางการตลาดให้เป็นรถ Grand Tourer (GT) ระดับหรูหราสูงสุด ที่พร้อมท้าชนกับกลุ่มไฮเอนด์ลักชัวรีไฟฟ้าในตลาดโลก รวมไปถึงลูกค้าสามารถเลือกสีเบาะ สีด้ายเย็บ รวมไปถึงออพชันตกแต่งได้ตามใจชอบทุกชิ้นส่วนจาก Ferrari Atelier โปรแกรมการปรับแต่งเฉพาะบุคคลของ Ferrari ได้เช่นเคย
กุญแจรถมีหน้าจอแบบ E-Ink ที่จะส่งผ่านสีเหลืองของโลโก Ferrari ไปยังตัวเลือกเกียร์เมื่อเสียบกุญแจ, ตัวเปิดฝาท้ายมีกราฟิครูปกระเป๋าเดินทาง, ระบบเครื่องเสียงจัดเต็ม 21 ลำโพง 3,000 วัตต์ และฟอนท์ตัวหนังสือทั้งหมดในรถเป็นฟอนท์พิเศษชื่อ "LF Maranello" ที่ออกแบบมาเพื่อรถคันนี้โดยเฉพาะ และยังมีลูกเล่นปุ่มดึงสำหรับโหมดออกตัว (Launch Mode) เป็นคันดึงอยู่ด้านบนเพดาน ถือเป็นไอเดียที่แหวกแนว และได้อารมณ์เหมือนกำลังจะปล่อยตัวยานอวกาศ หรือเครื่องบินรบ ยิ่งเสริมความรู้สึก "หลุดโลก" ให้แก่ตัวรถได้เป็นอย่างดี
เทคโนโลยีขั้นสุดท่วมคัน
ไม่เพียงแค่การออกแบบทั้งภายนอก และภายใน Ferrari Luce ยังมีเทคโนโลยีขั้นสุดรวมไว้เพื่อผู้ขับขี่มากมาย ไม่ว่าจะระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS กล้องมองภาพรอบคัน Surround View ที่สำคัญยังมีระบบควบคุมน้ำหนักด้วยเทคโนโลยีควบคุมพลศาสตร์ Side Slip Control X (SSCX) เจเนอเรชันล่าสุด ทำงานร่วมกับแชสซีส์อลูมิเนียม กับช่วงล่างแอคทีฟ Active Suspension มีระบบกระจายแรงบิดอัตโนมัติ Torque Vectoring และระบบเลี้ยวล้อหลัง Rear-Axle Wheel Steering ที่หักมุมเลี้ยวได้สูงสุด 2.15 องศา ระบบเหล่านี้ช่วยลบข้อด้อยเรื่องน้ำหนัก ทำให้รถคล่องตัว ที่สำคัญนุ่มสบายกว่าช่วงล่างผงแม่เหล็ก MagneRide ในรุ่นก่อนๆ อีกด้วย ระบบเบรค Carbon Ceramic จาก Brembo ขนาดใหญ่ ที่ทำงานคู่กับระบบปั่นไฟกลับ Regenerative braking ที่ให้แรงดึงสูง
ด้านพละกำลังสมรรถนะ Ferrari Luce ไม่ทำให้ผิดหวัง ด้วยการพัฒนาบนพแลทฟอร์มไฟฟ้าเฉพาะ พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว แยกขับเคลื่อนอิสระทั้ง 4 ล้อ พละกำลังรวมสูงสุด 1,035 แรงม้า แรงบิดสูงสุดจากตัวมอเตอร์ 990 นิวทันเมตร และแรงบิดที่ส่งลงสู่ล้อสูงสุดถึง 11,500 นิวทันเมตร พัฒนาต่อยอดจากไฮเพอร์คาร์ Ferrari F80 (เอฟ 80) ใช้แบทเตอรี Lithium-ion NMC ขนาดความจุ 122 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับการชาร์จเร็วสูงสุด 350 กิโลวัตต์ และทำงานบนระบบไฟฟ้า 800V และคาดว่าจะทำระยะทางวิ่งได้ราว 530 กม. (WLTP) มาพร้อมอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 2.5 วินาที และ 0-200 กม./ชม. ภายในเวลา 6.8 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 310 กม./ชม.
ถึงแม้จะเป็นรถ EV แต่ Ferrari พยายามรักษาคาแรคเตอร์ของแบรนด์ไว้ผ่านระบบเสียง Authentic Virtual Engine ที่ไม่ใช่การจำลองเสียงเครื่องยนต์ทั่วไป แต่ใช้เซนเซอร์จับแรงสั่นสะเทือนจริงจากชุดมอเตอร์ แล้วนำมาขยาย และปรับแต่งเหมือนการทำงานของกีตาร์ไฟฟ้า ผู้ขับสามารถเพิ่ม หรือลดระดับเสียงได้ตามต้องการ พร้อมระบบ Torque Shift หลังพวงมาลัยที่สร้างฟีลคล้าย Engine Brake แบบไฮเพอร์คาร์ไฟฟ้า ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อแอพพลิเคชัน MyFerrari เพื่อควบคุม หรือเชคสถานะของระบบปรับอากาศ การชาร์จ และแสดงสถานะของรถยนต์ได้อย่างละเอียด
ม้าพันธุ์ใหม่ วัดใจสาวก
Ferrari Luce มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 550,000 ยูโร ประมาณ 22 ล้านบาท โดยการผลิตจะเริ่มต้นในช่วงปลายปี 2569 และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในสหรัฐอเมริกาช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2570 ซึ่งหลายคนมีเสียงตั้งคำถามว่า Ferrari ขุมพลังไฟฟ้าจะยังมี “จิตวิญญาณ Ferrari" หลงเหลือหรือไม่ ด้วยกระแสเชิงลบหนักมากถึงการออกแบบ แต่ Ferrari ยุคใหม่ก็ชัดเจนว่า สิ่งนี้ คือ "มิติใหม่ที่ไม่เหมือนม้าลำพองแบบเก่าอีกต่อไป" แต่กำลังสร้างนิยามใหม่กับยุคไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ขยายขีดจำกัดด้านวิศวกรรม สมรรถนะ และประสบการณ์การขับในอนาคต











































