บทความ
ถ้าไม่อยากให้รถไฟฟ้าเสี่ยงไฟไหม้ ห้ามทำสิ่งนี้ !
รถทุกประเภทมีโอกาสเกิดเพลิงไหม้ แต่มีปัจจัย และที่มาของความเสี่ยงแตกต่างกัน ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าถือว่าเป็นพลังงานรูปแบบใหม่ ที่ผู้ใช้ยังต้องทำความเข้าใจHighlight
รถไฟฟ้าไฟไหม้ กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่คนใช้รถยนต์ไฟฟ้า และคนที่กำลังตัดสินใจซื้อรถ EV เริ่มวิตกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ แต่คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ "รถไฟฟ้าไฟไหม้ง่ายจริงหรือไม่ ?" แต่อาจเป็น "เจ้าของรถ EV กำลังทำอะไรบางอย่างที่เพิ่มความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า ?"
เพราะความจริง คือ รถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ไฟไหม้ง่าย และไม่ได้หมายความว่ารถ EV จะมีโอกาสเกิดไฟไหม้มากกว่ารถยนต์ใช้น้ำมันโดยอัตโนมัติ
แต่รถไฟฟ้ามีแบทเตอรีลิเธียม-ไอออนแรงดันสูง ซึ่งมีลักษณะความเสี่ยงแตกต่างจากระบบเชื้อเพลิงของรถยนต์สันดาป โดยเฉพาะเมื่อแบทเตอรีได้รับความเสียหาย เกิดความผิดปกติภายใน หรือเกิดภาวะที่เรียกว่า Thermal Runaway
ดังนั้น คนใช้รถ EV จึงไม่ควรกลัวรถไฟฟ้า แต่ควรรู้จักวิธีอยู่กับมันอย่างถูกต้อง
รถไฟฟ้าไฟไหม้ เกิดจากอะไร ?
ก่อนจะพูดถึงสิ่งที่ "ห้ามทำ" ต้องเข้าใจก่อนว่าแบทเตอรีรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงกล่องเก็บไฟธรรมดา แบทเตอรีแรงดันสูงประกอบด้วยเซลล์จำนวนมาก รวมกันเป็นโมดูล และแพคแบทเตอรี
โดยมีระบบควบคุม และระบบจัดการ หรือ Battery Management System (BMS) คอยตรวจสอบแรงดัน อุณหภูมิ และสถานะการทำงานของแบทเตอรี
ปัญหาที่รุนแรงสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น แบทเตอรีได้รับแรงกระแทกรุนแรง เซลล์แบทเตอรีเกิดความเสียหาย เกิดการลัดวงจรภายใน ระบบควบคุม หรือส่วนประกอบเกิดความผิดปกติ ความร้อนสะสมสูงผิดปกติ การชาร์จ หรือใช้ที่ผิดไปจากที่กำหนด
เมื่อเกิดความเสียหายรุนแรง อาจนำไปสู่ Thermal Runaway หรือภาวะความร้อนที่เพิ่มขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ซึ่งสามารถทำให้เซลล์ข้างเคียงได้รับความร้อน และเกิดปฏิกิริยาต่อเนื่อง นี่คือเหตุผลที่ไฟไหม้แบทเตอรี EV เป็นเรื่องที่ต้องใช้วิธีรับมือแตกต่างจากไฟไหม้รถทั่วไป
สิ่งที่ไม่ควรทำ ถ้าไม่อยากเพิ่มความเสี่ยง
ห้ามเอารถที่ชนหนักกลับไปชาร์จทันที
รถชนมาไม่ได้หมายความว่าแบทเตอรีปลอดภัยเพียงเพราะยังขับได้ แบทเตอรีแรงดันสูงมักอยู่บริเวณด้านใต้ท้องรถ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สามารถได้รับแรงกระแทกจากอุบัติเหตุได้ง่าย
สิ่งที่น่ากลัว คือ ความเสียหายบางอย่างของแบทเตอรีอาจไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าจากภายนอก เหมือนกับ กันชนแตก ประตูบุบ หรืออาจจะกระจกร้าว ที่สามารถมองเห็นได้ทันที
ดังนั้น หากรถเกิดอุบัติเหตุรุนแรง โดยเฉพาะมีการกระแทกบริเวณใต้ท้องรถ ชุดแบทเตอรี หรือมีสัญญาณเตือนเกี่ยวกับระบบไฟแรงดันสูง อย่ารีบเสียบชาร์จเพียงเพราะรถยังเปิดติด หรือขับเคลื่อนต่อได้
ควรให้ศูนย์บริการ หรือผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบก่อน เพราะการชาร์จ คือ การนำพลังงานจำนวนมากกลับเข้าไปในระบบที่อาจได้รับความเสียหายโดยไม่รู้ตัว
ห้ามใช้สายชาร์จ และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐาน
การชาร์จรถ EV ไม่ใช่การเสียบโทรศัพท์มือถือ กำลังไฟที่ใช้สูงกว่าอย่างมาก และต้องอาศัยระบบไฟฟ้าที่เหมาะสม รวมถึงอุปกรณ์ป้องกันที่ถูกต้อง
อย่าคิดว่า "มีปลั๊กก็เสียบได้" เพราะเต้ารับ สายไฟ เบรคเกอร์ ระบบป้องกันไฟรั่ว และอุปกรณ์ชาร์จ ล้วนมีผลต่อความปลอดภัย โดยเฉพาะการใช้สายต่อพ่วงราคาถูก
การต่อระบบไฟเองโดยไม่มีความรู้ หรือการดัดแปลงอุปกรณ์เพื่อให้ชาร์จได้เร็วขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดความเสี่ยงต่อความเสียหาย และบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ในที่สุด
ไม่ห้าม แต่ไม่ควรชาร์จเต็ม 100 % เป็นประจำ
การชาร์จไฟเข้าสู่แบทเตอรีแตกต่างกับการเติมน้ำมันปกติ การเติมน้ำมันเต็มถังเป็นเรื่องดี และเป็นสิ่งที่แนะนำ
แต่ในทางกลับกัน การชาร์จไฟจนเต็มกลับส่งผลเสียหลายด้านมากกว่า ไม่ว่าจะทำให้ความตึงเครียดในตัวแบทเตอรีอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วง 80-100 % ส่งผลต่ออายุการใช้งาน และยังเป็นช่วงที่ทำให้มีการสะสมความร้อนเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย
หากถามว่า การชาร์จให้เต็ม 100 % สามารถทำได้หรือไม่ คำตอบ คือ สามารถทำได้ถ้าจำเป็น อย่างเช่นขับรถทางไกล การชาร์จจนเต็ม 100 % แล้วขับใช้งานทันที ก็จะทำให้ความเครียดในแบทเตอรีลดลง ไม่สะสมเป็นเป็นเวลานาน
แต่อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าการชาร์จไฟเข้าในช่วง 80 % ขึ้นไป จะต้องใช้ระยะเวลาเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากระบบมีการลดกำลังไฟลงเพื่อความปลอดภัยนั่นเอง
ห้ามดัดแปลงระบบแบทเตอรีแรงดันสูงด้วยตัวเอง
รถยนต์ไฟฟ้าแตกต่างจากรถยนต์เครื่องยนต์อย่างชัดเจนในเรื่องระบบไฟแรงดันสูง การซ่อม แกะ ดัดแปลง หรือต่อวงจรภายในแบทเตอรีแรงดันสูง
ไม่ใช่งาน DIY ที่ควรทดลองในโรงรถ เพราะแบทเตอรีไม่ได้มีเพียงเรื่องไฟดูด แต่ยังมีพลังงานสะสมจำนวนมาก และโครงสร้างของระบบที่ซับซ้อน การดัดแปลงเพื่อเพิ่มระยะทาง เพิ่มกำลัง หรือเปลี่ยนเซลล์โดยไม่มีความรู้ที่ถูกต้อง อาจทำให้ระบบควบคุมแบทเตอรีทำงานไม่เป็นไปตามที่ผู้ผลิตออกแบบไว้
ห้ามฝืนขับเมื่อขึ้นสัญญาณเตือนเกี่ยวกับแบทเตอรี
ระบบตรวจสอบแบทเตอรีจำนวนมาก หากระบบตรวจพบความผิดปกติ รถอาจแจ้งเตือนผ่านหน้าจอ หรือจำกัดการทำงานบางอย่าง เจ้าของรถบางคนอาจมีความคิดง่ายๆ ว่า
"ดับรถแล้วเปิดใหม่ ถ้าข้อความหายก็คงไม่มีอะไร"
นี่เป็นวิธีคิดที่ไม่ควรใช้กับระบบแบทเตอรีแรงดันสูง หากมีคำเตือนเกี่ยวกับ High Voltage System, Battery System Charging, System Battery Temperature, Drive System หรือระบบแรงดันสูงอื่นๆ ควรอ่านคู่มือรถ และปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิต อย่าฝืนขับเพียงเพราะรถยังวิ่งได้
อย่ามองข้าม "กลิ่น ควัน ความร้อน และเสียง"
คนขับรถอาจไม่รู้ว่าแบทเตอรีกำลังมีปัญหา แต่รถอาจกำลังส่งสัญญาณบางอย่างออกมา
หากพบว่ารถมีกลิ่นผิดปกติ ควัน ความร้อนผิดปกติ เสียงแปลกๆ หรือพฤติกรรมของระบบเปลี่ยนไป โดยเฉพาะหลังจากรถชน หรือได้รับแรงกระแทก อย่าเข้าไปตรวจสอบด้วยตัวเองแบบใกล้ชิด
สิ่งที่ควรทำ คือ หยุดรถในบริเวณที่ปลอดภัย ออกจากรถ นำคนออกห่างจากพื้นที่เสี่ยง และติดต่อผู้เชี่ยวชาญ หรือหน่วยฉุกเฉินตามความเหมาะสม
เพราะถ้าปัญหาเกี่ยวข้องกับแบทเตอรีแรงดันสูง การเอาหน้าเข้าไปดูว่าตรงไหนร้อน หรือควันออกมาจากตรงไหน ไม่ใช่การวิเคราะห์อาการ แต่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้ตัวเองโดยตรง
ห้ามคิดว่าแบทเตอรีหมดแล้วจะไม่มีอันตราย
แบทเตอรี EV ไม่ใช่ถังน้ำมันที่น้ำมันหมดแล้วทุกอย่างจบ ชุดแบทเตอรีแรงดันสูงยังเป็นระบบพลังงานที่ต้องจัดการอย่างถูกต้อง แม้รถจะไม่สามารถขับต่อได้แล้วก็ตาม
ในกรณีที่แบทเตอรีได้รับความเสียหาย ความเสี่ยงบางอย่างอาจยังคงอยู่ โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ หรือความเสียหายรุนแรง นี่เป็นเหตุผลที่การจัดการรถยนต์ไฟฟ้าที่ประสบอุบัติเหตุ หรือไฟไหม้ควรเป็นไปตามแนวทางของผู้ผลิต และเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกอบรมมา
อย่าทำตัวเป็น "ฮีโรดับไฟ"
ถ้าเกิดไฟไหม้รถ สิ่งสำคัญอันดับแรกไม่ใช่รถ แต่คือชีวิตคน
อย่าเสียเวลาเปิดฝากระโปรง หรือเดินเข้าไปดูรถใกล้ๆ หากมีควัน หรือความร้อนผิดปกติ และอย่าคิดว่า "เอาถังดับเพลิงฉีดก็น่าจะจบ" เพราะหากเกี่ยวข้องกับแบทเตอรีแรงดันสูง การดับไฟ และการควบคุมความร้อนอาจมีความซับซ้อนกว่าการดับไฟจากวัสดุทั่วไป
หน้าที่ของเจ้าของรถ คือ ออกจากพื้นที่อันตราย และแจ้งเจ้าหน้าที่ ส่วนการควบคุมเหตุควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ที่มีความรู้ และอุปกรณ์เหมาะสมเท่านั้น
รถ EV ไฟไหม้บ่อยกว่ารถน้ำมันจริงหรือ ?
นี่คือคำถามที่สังคมกำลังถกเถียงกันมากที่สุด คำตอบ คือ ไม่ควรใช้ข่าวไฟไหม้เพียงไม่กี่เหตุการณ์มาตัดสินว่ารถ EV ทั้งหมดไฟไหม้ง่ายกว่า
ข้อมูลจากหน่วยงานด้านความปลอดภัย และพลังงานของสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่ารถยนต์ไฟฟ้ามีมาตรการ และการทดสอบด้านความปลอดภัยของแบทเตอรีจำนวนมาก และข้อมูลบางชุดพบว่าอัตราไฟไหม้ของรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้สูงกว่ารถใช้น้ำมันโดยอัตโนมัติ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง นี่คงไม่ใช่การตีความว่า “EV ปลอดภัย 100 %” เพราะไม่มีรถยนต์ประเภทใดที่ปราศจากความเสี่ยง
สิ่งที่แตกต่าง คือ ลักษณะของความเสี่ยง รถน้ำมันมีเชื้อเพลิงเหลวที่ติดไฟได้ รถ EV มีแบทเตอรีที่เก็บพลังงานไฟฟ้าจำนวนมาก ทั้ง 2 ระบบมีความเสี่ยงคนละแบบ และต้องการการออกแบบ การบำรุงรักษา และพฤติกรรมของผู้ใช้ที่เหมาะสมตามแบบของตัวเอง
รถ EV ไม่ได้น่ากลัว
รถยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่ระเบิดเวลา แต่ก็ไม่ใช่ของเล่น แบทเตอรีลิเธียม-ไอออนผ่านการออกแบบ และระบบป้องกันมาอย่างซับซ้อน และรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐานก็มีระบบความปลอดภัยหลายชั้น
ปัญหา คือ ต่อให้รถถูกออกแบบมาดีแค่ไหน ก็ไม่สามารถออกแบบพฤติกรรมของเจ้าของรถแทนได้
ถ้ารถชนหนักแล้วฝืนชาร์จ ถ้าอุปกรณ์ชำรุดแล้วฝืนใช้ ถ้าระบบเตือนแล้วไม่สนใจ ถ้าแบทเตอรีมีปัญหาแล้วพยายามซ่อมเอง ต่อให้เป็นเทคโนโลยีที่ดีแค่ไหนก็มีวันที่ต้องเจอกับคำว่า "เกินขีดจำกัด"
ติดตามความเคลื่อนไหวทั้งหมดวงการ รถยนต์







