ในอดีตอังกฤษเคยมีผู้ผลิตรถสปอร์ทอยู่มากมาย แต่ปัจจุบันประเทศที่เคยยิ่งใหญ่ไพศาลนี้หลงเหลือผู้ผลิตรถสปอร์ทระดับ "ซูเพอร์คาร์" อยู่เพียง 2 รายเท่านั้นเอง คือ แอสตัน มาร์ทิน (ASTON MARTIN) กับ แมคลาเรน (McLAREN) เลือกผลงานใหม่ของ 2 ค่ายนี้ค่ายละ 2 แบบมาเล่าสู่กันฟัง เริ่มด้วยค่ายที่เคยประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการแข่งรถกรองด์ปรีซ์ชิงแชมพ์โลกมาแล้ว ก่อนที่จะหันมาเริ่มการทำเงินกับการผลิตรถขายในช่วงเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ ค่ายแมคลาเรนมีรถสปอร์ทชั้นยอดให้คนมีสตางค์เลือกใช้รวม 3 อนุกรม คือ สปอร์ทส์ ซีรีส์ (SPORTS SERIES) ซูเพอร์ ซีรีส์ (SUPER SERIES) และ อัลทิเมท ซีรีส์ (ULTIMATE SERIES) เฉพาะอนุกรมแรกซึ่งสนนราคาค่าตัวไม่โหดจนเกินเหตุนั้น ก่อนหน้านี้มีรถให้เลือกรวม 4 โมเดล คือ แมคลาเรน 540 ซี คูเป (McLAREN 540C COUPE) แมคลาเรน 570 เอส คูเป (McLAREN 570S COUPE) และ แมคลาเรน 570 จีที คูเป (McLAREN 570GT COUPE) รถ 3 โมเดลนี้ ค่าตัว MSRP ในอังกฤษอยู่ระหว่าง 128,055-155,755 ปอนด์ หรือเท่ากับประมาณ 5.76-7.01 ล้านบาทไทย
ส่วน แมคลาเรน 570 เอส สไปเดอร์ (McLAREN 570S SPIDER) ที่กำลังอวดโฉมอยู่นี้ เป็นรถ สปอร์ทส์ ซีรีส์ โมเดลใหม่ล่าสุด เพิ่งปรากฏตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ "ครั้งแรกในโลก" ที่งานมหกรรม GOODWOOD FESTIVAL OF SPEED ซึ่งอุบัติขึ้นในเมืองผู้ดี ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน-2 กรกฎาคม 2017 และเริ่มรับการสั่งจองไม่นานหลังจากนั้น โดยกำหนดค่าตัวไว้ที่ 164,750 ปอนด์ หรือประมาณ 7.41 ล้านบาทไทย
เช่นเดียวกับรถสปอร์ทเปิดประทุนส่วนใหญ่ รถโมเดลนี้ไม่ใช่รถแบบใหม่ที่ทำขึ้นใหม่ทั้งคัน แต่เป็นรถที่พัฒนาต่อยอดมาอีกทอดหนึ่งจากรถ แมคลาเรน 570 เอส คูเป (McLAREN 570S COUPE) ซึ่งเริ่มการจำหน่ายในเมืองผู้ดีเมื่อกลางปี 2015 และก็เช่นเดียวกับรถสปอ์ทเปิดประทุนส่วนใหญ่ การพัฒนาที่ว่านี้ส่วนสำคัญกระทำแต่กับตัวถังทั้งภายนอกและภายในโดยเฉพาะหลังคา ไม่ค่อยมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์กลไก ในกรณีของรถ แมคลาเรน 570 เอส สไปเดอร์ (McLAREN 570S SPIDER) ซึ่งมีตัวถังยาว 4.530 ม. กว้าง 1.930 ม. และสูง 1.202 ม. นี้ หลังคาแข็งติดตายถูกแทนที่ด้วยประทุนหลังคาซึ่งเปิด/ปิดได้ เป็นประทุนแบบแข็งทำจากวัสดุผสมมวลเบา ออกแบบแยกเป็น 2 ชิ้น เปิด/ปิดด้วยระบบไฟฟ้า และบังคับเปิด/ปิดโดยการกดปุ่มขณะรถยังวิ่งเร็วไม่เกิน 40 กม./ชม. การเปิดหรือปิดแต่ละครั้งใช้เวลา 15 วินาที ส่วนกระจกหน้าต่างบานหลังซึ่งทำหน้าที่เป็น WIND DEFLECTOR หรือตัวเบี่ยงเบนกระแสลมไปด้วยในตัว มีกลไกปิด/เปิดด้วยระบบไฟฟ้าแยกต่างหาก
การเปลี่ยนหลังคาและโครงสร้างอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งไม่ได้กล่าวถึงนี้ ส่งผลให้รถมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเพียง 46 กก. จากเมื่อเป็นรถคูเป คือ มีน้ำหนักรถเปล่า 1,359 กก. น้ำหนักรถพร้อมขับ 1,498 กก. จุดสำคัญ คือ ความแข็งแรงของโครงสร้างหลังคาไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด
เป็นรถขับล้อหลังด้วยพลังของเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบเบนซิน วี 8 สูบ 3,799 ซีซี 419 กิโลวัตต์/570 แรงม้า ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ SSG อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 3.2 วินาที 0-200 กม./ชม. ทำได้ใน 9.6 วินาที ความเร็วสูงสุดทำได้ 328 กม./ชม. เมื่อปิดประทุน และจะลดเป็น 315 กม./ชม. เมื่อเปิด มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 10.7 ลิตร/100 กม. หรือ 9.3 กม./ลิตร และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 249 กรัม/กม.

