ระเบียงรถใหม่
เชฟโรเลต์ กาโลส/อาเวโอ
เชฟโรเลต์ กาโลส/อาเวโอ
ยอดรถเล็กเชื้อชาติโสมสัญชาติฝรั่ง
ในทวีปเอเชียอันกว้างใหญ่ไพศาลของเรานี่ มีประเทศผู้ผลิตรถยนต์ระดับ "ยักษ์ใหญ่" อยู่ไม่กี่ประเทศ ยักษ์หมายเลข 1 ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา เด็กนักเรียนระดับประถมก็ยังทราบกันดีว่า ต้องยกให้ญี่ปุ่น ส่วนอันดับ 2 น่าจะเป็นประเทศไหน ระหว่าง จีนกับเกาหลีใต้ ? คำตอบ ก็คือ ประเทศหลัง
เกาหลีใต้มีผู้ผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่อยู่แค่ 5 ราย คือ ฮันเด (HYUNDAI) เกีย (KIA) แดวู (DAEWOO) ซังยง (SSANG YONG) และ ซัมซุง (SAMSUNG) ตามตัวเลขที่ตีพิมพ์ในนิตยสารรถยนต์รายปีฉบับหนึ่งของยุโรป ในรอบปี 2005 โรงงานในเมืองโสม
ของผู้ผลิตห้ารายนี้ ผลิตรถยนต์นานาชนิดออกสู่ตลาดได้รวมทั้งสิ้นประมาณ 3,440,000 คัน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของยอดผลิตรถยนต์ในญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ที่ระดับ 9,370,000 คัน
ผู้ที่ทำยอดผลิตสูงสุดคือ ฮันเด ซึ่งมียอดผลิตสูงถึง 1,600,000 คัน หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 8.6 จากตัวเลขในปี 2004 รองลงไปคือ เกีย 975,000 คัน แดวู 600,000 คัน ซังยง 150,000 คัน และ ซัมซุง 119,000 คัน
เปิดฉากด้วยเรื่องราวของอุตสาหกรรมรถยนต์ในเมืองโสม เพราะ "ระเบียงรถใหม่" เดือนนี้ว่ากันด้วยเรื่องของรถพันธุ์โสมล้วนๆ โดยที่ 3 ชุดแรกเป็นรถพันธุ์โสมที่ผลิตจากโรงงานในเมืองโสมของ แดวู แต่ติดป้ายยี่ห้อของฝรั่งคือ เชฟโรเลต์ (CHEVROLET)
ส่วน 3 ชุดหลังเป็นผลงานของค่าย ฮันเด/เกีย ซึ่งขณะนี้ กลายเป็นกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 6 ของโลกไปเรียบร้อยแล้ว
เริ่มกันที่รถสองชื่อ ผลผลิตของค่าย แดวู ซึ่งขายกิจการของตนเองให้แก่ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของเมืองมะกัน คือ เจเนอรัล มอเตอร์ส คอร์พอเรชัน (GENERAL MOTORS CORPORATION) หรือที่เรียกกับย่อๆ ว่า จีเอม (GM) มาได้ 3-4 ปีแล้ว รถแบบนี้เมื่อส่งลงเรือไปขึ้นบกที่ทวีปยุโรป จะติดป้ายชื่อว่า เชฟโรเลต์ กาโลส (CHEVROLET KALOS) แต่เมื่อจำหน่ายในตลาดสหรัฐอเมริกา จะเปลี่ยนชื่อเป็น เชฟโรเลต์ อาเวโอ (CHEVROLET AVEO) ในเมืองไทยของเรา รถแบบนี้เพิ่งออกจำหน่าย และใช้ชื่อหลัง
รถรุ่นแรกเริ่มจำหน่ายในตลาดยุโรป และสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2002 โดยมีตัวถังซึ่งเป็นผลงานออกแบบของสำนัก อีตัลดีไซจ์น จูจาโร (ITALDESIGN GIUGIARO) ของพระอาจารย์ โจร์เกตโต จูจาโร (GIORGETTO GIUGIARO) ให้เลือกใช้รวม 3 แบบ
คือ 3 กับ 5 ประตูแฮทช์แบค และ 4 ประตูซีดาน ส่วนที่เห็นอยู่ในภาพขณะนี้ เป็นรถรุ่นใหม่ ออกจำหน่ายแล้วในหลายประเทศของยุโรป และกำลังจะออกตลาดในสหรัฐอเมริกาในฐานะรถรุ่นปีโมเดล 2007 โดยมีตัวถังให้เลือกใช้รวม 3 แบบเช่นเดิม
ตัวถัง 3 กับ 5 ประตูแฮทช์แบค มีขนาดตัวถังโตเท่ากันในทุกมิติ คือ ยาว 3.880 ม. กว้าง 1.670 ม. และสูง 1.495 ม. ส่วนตัวถัง 4 ประตูซาลูน จะยาวกว่ากันนิดหน่อยคือยาว 4.235 ม. ส่วนความกว้าง และความสูงจะเท่ากันเป๊ะกับตัวถัง 2 แบบแรก
รถที่จำหน่ายในตลาดยุโรป มีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้ 2 ขนาด คือ เครื่อง SOHC 4 สูบเรียง 1,150 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 72 แรงม้า ที่ 5,400 รตน. กับเครื่อง DOHC 4 สูบเรียง 1,399 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 94 แรงม้า ที่ 6,200 รตน. โดยมีระบบเกียร์ให้เลือกใช้รวม 2 แบบ คือ เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ
ส่วนรถที่กำลังจะออกจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา มีเครื่องยนต์เพียงขนาดเดียว เป็น เครื่อง DOHC 4 สูบเรียง 1,598 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 103 แรงม้า ที่ 5,800 รตน. ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หลัง มีให้เลือก 2 แบบเช่นกัน คือ เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ
เมื่อปีกลาย เชฟโรเลต์ ขายรถแบบนี้ในตลาดเมืองมะกันได้รวมทั้งสิ้น 68,085 คัน และคว้าตำแหน่ง รถขนาด SUB-COMPACT ที่ขายดีที่สุดไปครอง โดยไม่ลำบากยากเย็นอะไร ทั้งนี้ทั้งนั้น วิจารณ์กันว่า เป็นเพราะสนนราคาค่าตัวที่ค่อนข้างย่อมเยา กับคุณภาพที่คุ้มค่าคุ้มราคานั่นเอง
เกือบลืมบอกไปว่า ในตลาดเมืองมะกัน สนนราคาค่าตัวของ เชฟโรเลต์ อาเวโออยู่ระหว่าง 10,000-13,900 เหรียญ หรือเท่ากับประมาณ 0.38-0.53 ล้านบาทไทย เมื่อคิดว่า เงิน 1 เหรียญสหรัฐ แลกได้ด้วยเงินไทย 38 บาทถ้วนๆ
เชฟโรเลต์ เอพีคา
รถขนาดครอบครัวจากเมืองโสม
ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งล่าสุด เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เชฟโรเลต์ นำรถแบบใหม่ออกแสดงในลักษณะ WORLD PREMIERE หรือ "ครั้งแรกในโลก" รวม 2 คัน หนึ่งในจำนวนนั้น คือ เชฟโรเลต์ เอพีคา (CHEVROLET EPICA) ที่เห็นอยู่นี้
เป็นรถยนต์นั่งขนาดครอบครัว ผลงานของ GM DAEWOO AUTO AND TECHNOLOGY ซึ่งเรียกชื่อโดยย่อว่า GMDAT และผลิตจากโรงงานของ GM DAEWOO ในเกาหลีใต้ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองบุบยง ยักษ์ใหญ่ของเมืองมะกัน เพิ่งนำออกขายในตลาดยุโรปแทนที่รถอนุกรมเดิม ซึ่งรู้จักกันในชื่อ เชฟโรเลต์ เอวันดา (CHEVROLET EVANDA) หรือเชฟโรเลต์ แมกนุส (CHEVROLET MAGNUS) ซึ่งอยู่ในตลาดมาแล้วหลายปี และเมื่อปีกลายสามารถจำหน่ายในตลาดยุโรปได้แค่ 4,000 คันเท่านั้นเอง ในเมืองโสมซึ่งเป็นบ้านเกิด รถแบบใหม่นี้ออกจำหน่ายก่อนตลาดยุโรป และใช้ชื่อรุ่นที่ต่างออกไป คือ ทอสกา (TOSCA)
มีตัวถังเพียงแบบเดียว เป็นตัวถัง 4 ประตูซีดานทรงลิ่ม ยาว 4.804 ม. กว้าง 1.807 ม. สูง 1.449 ม. และมีช่วงฐานล้อยาว 2.700 ม. และมีน้ำหนักตัวเปล่าพร้อมขับอยู่ ระหว่าง 1,513-1,565 กก.
รถพวงมาลัยขวากำหนดออกจำหน่ายในอังกฤษเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่วนรถพวงมาลัยซ้ายออกจำหน่ายแล้วในหลายประเทศของยุโรป โดยแบ่งการตกแต่งและอุปกรณ์เป็น 2 ระดับ กำกับด้วยรหัส LS กับ LT ทั้ง 2 ระดับมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้รวม 2 ขนาด
คือ เครื่อง 6 สูบเรียง 1,993 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 142 แรงม้า ที่ 6,300 รตน. กับ เครื่อง 6 สูบเรียง 2,492 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 157 แรงม้า ที่ 5,800 รตน. ส่วน ระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้า เลือกได้ระหว่างเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ กับ เกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ
ถ้าไม่ชอบเครื่องเบนซินแต่นิยมเครื่องดีเซล ก็ต้องอดใจรอปีหน้า เพราะ เชฟโรเลต์ จะเอาใจผู้ใช้รถในยุโรปที่นิยมใช้เครื่องดีเซล โดยเสนอเครื่องเทอร์โบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง 4 สูบเรียง 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ให้เลือกใช้อีกหนึ่งเครื่อง
เชฟโรเลต์ เอพีคา ทุกโมเดล ไม่ว่าจะติดตั้งเครื่องยนต์ขนาดไหน ใช้ระบบรองรับแบบหน้าอิสระ แมคเฟอร์สันสตรัท หลังอิสระ มัลทิลิงค์ และติดตั้งระบบห้ามล้อแบบจานทั้ง 4 ล้อ พร้อมระบบป้องกันล้อตายแบบ 4 ช่องทาง (4-CHANNEL ABS) และระบบกระจายแรงห้ามล้อควบคุมการทำงานด้วยระบบอีเลคทรอนิค
สมรรถนะความเร็วตามตัวเลขของผู้ผลิต รุ่นเครื่องยนต์ 1,993 ซีซี 142 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 11.8 วินาที ส่วนรุ่นเครื่องยนต์ 2,492 ซีซี 157 แรงม้า ตัวเลขลดเหลือ 10.1 วินาที
เชฟโรเลต์ แคพทีวา
รถกิจกรรมกลางแจ้งกลิ่นกิมจิ
รถใหม่อีกแบบหนึ่งที่ค่าย เชฟโรเลต์ นำออกแสดงแบบ WORLD PREMIERE หรือ "ครั้งแรกในโลก" ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งที่ 76 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาคือ เชฟโรเลต์ แคพทีวา (CHEVROLET CAPTIVA) ที่ปรากฏโฉมอยู่ในขณะนี้
เช่นเดียวกับ รถยนต์นั่งขนาดครอบครัว เชฟโรเลต์ เอพีคา (CHEVROLET EPICA) ที่เพิ่งผ่านตาไป เชฟโรเลต์ แคพทีวา เป็นผลงานรังสรรค์ของ GM DAEWOO AUTO AND TECHNOLOGY และผลิตที่โรงงานของ GM DAEWOO ในเมืองโสมขาว เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งขนาดเล็กกะทัดรัด ที่ออกจำหน่ายแล้วในยุโรปหลายประเทศ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายการขาย 15,000 คันในปี 2006 นี้ และจะเพิ่มเป็น 25,000 คัน/ปี ตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นไป
เป็นรถที่ออกแบบและพัฒนาโดยใช้โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมและชิ้นส่วนหลายชิ้นร่วมกับรถกิจกรรมกลางแจ้งขนาดกลางของค่าย โอเพล (OPEL) ซึ่งจะออกจำหน่ายตอนสิ้นปี 2007 ในชื่อ โอเพล อันตารา จีทีซี (OPEL ANTARA GTC)
ตัวถังทรงสองกล่อง ยาว 4.639 ม. กว้าง 1.849 ม. และสูง 1.726 ม. วางตัวอยู่บนช่วงฐานล้อยาว 2.707 ม. ห้องโดยสารซึ่งกว้างขวางและตกแต่งได้สมตัว จัดวางเก้าอี้ที่นั่งเป็น 2 แบบ คือ 2 แถว 5 ที่นั่ง กับ 3 แถว 7 ที่นั่ง โดยที่ในกรณีแรกห้องเก็บของท้ายรถจะมีขนาดความจุถึง 405 ลิตร และเก้าอี้ที่นั่งทุกตัวรวมทั้งเก้าอี้ผู้โดยสารแถวหน้า เป็นเก้าอี้แบบพับราบลงกับพื้นได้ เมื่อต้องการพื้นที่บรรทุกสัมภาระ
มีทั้งแบบขับล้อหน้า และแบบขับ 4 ล้อ โดยมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้อย่างจุใจถีง 3 ขนาด ทั้งเครื่องเบนซินและเครื่องดีเซล
เครื่องยนต์เบนซินซึ่งมีอยู่ 2 ขนาด ประกอบด้วย เครื่อง 4 สูบเรียง 2.4 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 142 แรงม้า ที่ 5,200 รตน. และเครื่อง วี 6 สูบ 3.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 225 แรงม้า ที่ 6,000 รตน.
ส่วนเครื่องดีเซลซึ่งมีอยู่ขนาดเดียว เป็นเครื่องฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง 4 สูบเรียง 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 4,000 รตน.และแรงบิดสูงสุด 31.6 กก.-ม.ที่รอบต่ำแค่ 2,000 รตน.
ระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้า หรือทั้งคู่หน้าและคู่หลัง (โดยผ่านระบบขับ 4 ล้อแบบส่งกำลังสู่ล้อคู่หลังโดยอัตโนมัติเมื่อจำเป็นต้องใช้ หรือที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า ACTIVE ON DEMAND FOUR-WHEEL-DRIVE SYSTEM) มีให้เลือกใช้ตามใจชอบสองแลล คือ เลือกได้ระหว่างเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ
อุปกรณ์สำคัญรายการหนึ่ง ซึ่งนำมาใช้เป็นครั้งแรกในรถ เชฟโรเลต์/แดวู และน่าจะเป็นจุดขายสำคัญของรถแบบนี้ คือ STABILITY CONTROL หรือระบบควบคุมการทรงตัวซึ่งช่วยการทำงานของระบบห้ามล้อ ช่วยควบคุมการทรงตัวเมื่อรถวิ่งไต่เขา และยังช่วยป้องกันไม่ให้รถพลิกคว่ำพลิกหงายอีกต่างหาก
เกีย คาร์นิวัล/เซโดนา
รถอเนกประสงค์สองชื่อหนึ่งสัญชาติ
รถใหม่จากเมืองโสมชุดที่ 4 ที่นำมาเสนอในเดือนนี้ เป็นผลงานชิ้นใหม่ล่าสุดของ เกียมอเตอร์ส (KIA MOTORS) ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของเกาหลีใต้ ซึ่งเริ่มกิจการผลิตรถยนต์เมื่อ 6 ทศวรรษก่อน คือ เมื่อปี 1944 และปัจจุบัน มีผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของเมืองโสม คือ ฮันเด มอเตอร์ (HYUNDAI MOTOR) เป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 38.6
คนรักรถในบ้านเราคงคุ้นเคยชื่อ เกีย คาร์นิวัล (KIA CARNIVAL) กันเป็นอย่างดีแต่เมื่อเอ่ยชื่อ เกีย เซโดนา (KIA SEDONA) คนส่วนใหญ่อาจขมวดคิ้ว ที่จริง 2 ชื่อนี้เป็นรถแบบเดียวกัน แต่ใช้ชื่อต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคในแต่ละตลาดนั่นเอง เพื่อเป็นการประหยัดเนื้อที่และไม่ดูรุ่มร่าม จากนี้ไป ก็จะเรียกแต่ชื่อแรกเพียงชื่อเดียว
ยักษ์รองของเมืองโสม นำรถ เกีย คาร์นิวัล ออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1997 และเปลี่ยนรุ่นรถแบบนี้ไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2001 รถทั้ง 2 รุ่นนี้ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทั้งในเมืองแม่ ในตลาดยุโรป และตลาดอเมริกาเหนือ แถมยังได้รับรางวัลต่างๆ อีกมากมายในหลายๆ ประเทศ
สำหรับ เกีย คาร์นิวัล ที่ปรากฏโฉมอยู่ในขณะนี้ เป็นรถรุ่นที่ 3 และเป็นรถที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดตั้งแต่หัวจรดหาง โดยทีมงานออกแบบของ เกีย มอเตอร์ส ในเกาหลีใต้ในสหรัฐอเมริกา และในเยอรมนี โดยอาศัยข้อมูลป้อนกลับจากผู้ที่เคยใช้รถ 2 รุ่นก่อน
เป็นปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งในการออกแบบและกำหนดคุณสมบัติทางวิศวกรรม
รถรุ่นใหม่นี้มีตัวถังให้เลือกใช้ 2 แบบ คือ แบบฐานล้อยาว หรือ LONG WHEELBASE ออกแบบสำหรับตลาดอเมริกาเหนือและตลาดเกาหลี ปรากฏตัวต่อสายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรก ที่งานมหกรรมยานยนต์ชิคาโกในเมืองมะกันเมื่อปี 2005 กับแบบฐานล้อสั้นหรือ SHORT WHEELBASE เพิ่งปรากฏตัวให้เห็นเป็นครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ภาพทั้งหมดที่เห็นอยู่นี้ เป็นรถตัวถังฐานล้อสั้น ซึ่งออกแบบสำหรับตลาดยุโรป มีขนาดตัวถังยาว 4.810 ม. กว้าง 1.985 ม. และสูง 1.815 ม. ห้องโดยสารติดตั้งเก้าอี้ที่นั่งเป็น 3 แถวในลักษณะ 2+3+2 และทุกตัวเป็นเก้าอี้แบบตัวใครตัวมัน โดยที่เก้าอี้ทั้ง 2 ตัวในแถวหน้ามีขนาดกว้างถึง 53 ซม. ส่วนตัวอื่นๆ กว้าง 50 ซม. ยกเว้นตัวกลางในแถว 2 เท่านั้นที่แคบกว่าเขาเพื่อน คือ แค่ 46 ซม. ที่ออกแบบได้ดีและทำให้สะดวกมากในการจัดเนื้อที่ คือ เก้าอี้ทุกตัวใน 2 แถวหลัง สามารถเลื่อนหน้าเลื่อนหลังปรับเอน ปรับพนักแล้วพลิกไปขางหน้า หรือยกออกทั้งตัวก็ได้ ทำให้พื้นที่บรรทุกสัมภาระหีบห่อ สามารถแปรผันได้มาก ตั้งแต่ 214 ลิตร ในกรณีเก้าอี้ทุกตัวอยู่กับที่ ไปจนถึง 3,423 ลิตร ในกรณียกเก้าอี้แถวกลางและแถวหลังออกหมดทุกตัว
แบ่งการตกแต่งและอุปกรณ์เป็น 2 ระดับ กำกับด้วยรหัส LX กับ EX และทั้ง 2 ระดับมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้ 2 ขนาด คือ เครื่อง DOHC วี 6 สูบ 2,656 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 189 แรงม้า ที่ 6,000 รตน. กับเครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 2,902 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 185 แรงม้า ที่ 3,800 รตน. ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หลัง มีให้เลือกใช้อย่างจุใจถึง 3 แบบ คือ เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติ 4 หรือ 5 จังหวะ
สมรรถนะความเร็วตามตัวเลขของผู้ผลิต รุ่นเครื่องเบนซิน อัตราเร่อง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 13.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 192 กม./ชม. ส่วนรุ่นเครื่องดีเซล ตัวเลขเปลี่ยนเป็น 12.9 วินาที กับ 197 กม./ชม.
ฮันเด ซานตา เฟ
รถกิจกรรมกลางแจ้งเชื้อชาติโสมสัญชาติโสม
ฮันเด มอเตอร์ (HYUNDAI MOTOR) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของเมืองโสมนับเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ ยอดขายของผู้ผลิตรถยนต์รายนี้เพิ่มขึ้นทุกปีในทุกตลาดสำคัญๆ ไม่ว่าจะในทวีปอเมริกาเหนือ หรือในยุโรป ตามตัวเลขที่รวบรวมโดยบริษัทวิเคราะห์วิจัยระดับโลกรายหนึ่ง ในรอบปี 2005 ฮันเด มอเตอร์ และบริษัทในเครือ คือ เกีย มอเตอร์ส สามารถขายรถยนต์นานาชนิดในตลาดทั่วโลกได้มากถึง 3,715,095 คัน หรือเพิ่มขึ้นอย่างน่าริษยาถึงร้อยละ 11.6 จากตัวเลขในปี 2004
ยอดขายดังกล่าวข้างต้น ทำให้กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ ฮันเด-เกีย ซึ่งมีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า HYUNDAI-KIA AUTOMOTIVE GROUP กลายเป็นกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 6 ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะในโลกใบใหญ่นี้ มีกลุ่มบริษัทผู้ผลิตรถยนต์อีกเพียง 5 รายเท่านั้น ที่ทำยอดขายได้สูงกว่านี้ คือ เจเนอรัล มอเตอร์ส (GENERAL MOTORS) ของสหรัฐอเมริกา โตโยตา (TOYOTA) ของญี่ปุ่น ฟอร์ด มอเตอร์ (FORD MOTOR) ของสหรัฐอเมริกา โฟล์คสวาเกน (VOLKSWAGEN) ของเยอรมนี และ ไดมเลร์ไครสเลอร์ (DAIMLER CHRYSLER) ของเยอรมนี/สหรัฐอเมริกา
"ระเบียงรถใหม่" ในเดือนแห่งการชุมนุมรถพันธุ์โสมนี้ มีผลงานใหม่ของค่าย ฮันเดมานำเสนอรวม 2 ชุด เริ่มกันที่ ฮันเด ซานตา เฟ (HYUNDAI SANTA FE) รุ่นใหม่ซึ่งเปิดตัวต่อสายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรก ที่งานมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์เมื่อเดือน
มกราคม 2006 และเริ่มจำหน่ายในตลาดยุโรปมาตั้งแต่เดือนเมษายน ส่วนในสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของรถแบบนี้ ต้องรออีก 6 เดือนหลังจากนั้น
ผู้ผลิตรถยนต์หมายเลขหนึ่งของเกาหลี ก้าวเข้าสู่ตลาดของ SUV (SPORT-UTILITY VEHICLE) หรือที่เรียกกันในภาษาของ "ฟอร์มูลา" ว่า รถกิจกรรมแจ้ง เป็นครั้งแรกโดยนำรถกิจกรรมกลางแจ้งแบบแรกในประวัติศาสตร์ของตน คือ ฮันเด ซานตา เฟ
(HYUNDAI SANTA FE) ออกอวดตัวที่งานมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์เมื่อต้นปี 1999 ปรากฏว่า รถรุ่นดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทั้งในด้านยอดขาย และการคว้ารางวัลรายการสำคัญๆ ในหลายๆ ประเทศ จึงเป็นพลังผลักดันให้ผู้ผลิตรถยนต์รายนี้ หันมาเอาจริงเอาจังกับการผลิตรถกิจกรรมกลางแจ้ง ซึ่งเมื่อวัดกันคันต่อคันแล้วสามารถทำกำรี้กำไรได้ดีกว่ารถแบบอื่นๆ
รถแบบที่ 2 คือ ฮันเด เทอร์ราแคน (HYUNDAI TERRACAN) ตามมาในปี 2001 และในปี 2004 คนรักรถทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ก็มีโอกาสยลโฉมรถกิจกรรมกลางแจ้งแบบที่ 3 ของค่ายนี้ คือ ฮันเด ทัคซัน (HYUNDAI TUCSON) รถขนาด
เล็ก ที่ได้รับการต้อนรับอย่างดี และทำให้ยอดขายของรถกิจกรรมกลางแจ้งติดตราฮันเด ในตลาดทั่วโลก พุ่งขึ้นสู่ระดับ 100,000 คัน/ปี
ล่าสุด คือ ในปี 2007 นี้ ค่าย ฮันเด จะเพิ่มทางเลือกใหม่ โดยเสนอรถกิจกรรมกลาง แจ้งแบบที่ 4 ซึ่งขณะนี้ยังไม่อาจนำรายละเอียดมาเล่าสู่กันฟัง บอกได้เพียงว่า ฮันเดตัดสินใจแล้วว่าจะตั้งชื่อรถแบบใหม่นี้ว่า ฮันเด เวราครูซ (HYUNDAI VERACRUZ) ซึ่งเป็นชื่อเมืองคาวบอยที่เคยโด่งดัง เหมือนชื่อรถ 2 แบบแรก คือ ซานตา เฟ กับ ทัคซัน
ฮันเด ซานตา เฟ รุ่นใหม่ มีตัวถังเพียงแบบเดียว เป็นตัวถัง 5 ประตูทรง 2 กล่อง ซึ่งมีขนาดโตกว่ารถรุ่นเดิมในทุกมิติ คือ ยาว 4.675 ม. กว้าง 1.890 ม .และสูง 1.795 ม. (รุ่นเดิม ยาว 4.500 ม. กว้าง 1.845 ม. และสูง 1.730 ม.) ส่วนห้องโดยสารซึ่งกว้างขวางและนั่งยืดแข้งยืดขาสบายกว่ารถรุ่นเก่า ติดตั้งเก้าอี้ที่นั่งเป็น 2 แบบ คือ แบบ 5 ที่นั่ง กับแบบ 7 ที่นั่ง
รุ่นที่ออกจำหน่ายแล้วในยุโรปหลายประเทศ มีทั้งแบบขับล้อหน้าและขับ 4 ล้อ โดยมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้ตามรสนิยมรวม 2 ขนาด ถ้าชอบเครื่องเบนซิน ก็ควรจะเลือกเครื่อง DOHC วี 6 สูบ 2,656 ซีซี ซึ่งให้กำลังสูงสุด 189 แรงม้า ที่ 6,000 รตน. หาก
นิยมเครื่องดีเซล ก็น่าจะเลือกใช้เครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง SOHC 4สูบเรียง 2,188 ซีซี ซึ่งให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 4,000 รตน. และให้แรงบิดสูงสุด 34.2 กก.-ม. ที่รอบต่ำแค่ 1,800-2,500 รตน. ส่วนระบบเกียร์ก็มีให้เลือกใช้อย่างจุใจถึง 3 แบบ คือ เลือกได้ระหว่างเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติ 4 หรือ 5 จังหวะ
สนนราคาค่าตัวของรถพวงมาลัยขวาซึ่งซื้อขายกันในเกาะอังกฤษ อยู่ระหว่าง 23,900-25,200 ปอนด์ หรือเท่ากับประมาณ 1.67-1.76 ล้านบาท เมื่อคิดว่า เงินไทย 70 บาท แลกเงินอังกฤษได้แค่ 1 ปอนด์
ฮันเด แอคเซนท์
รถพันธุ์โสมที่ทำให้ชาวโลกรู้จักรถพันธุ์โสม
ผู้ที่ติดตามเรื่องราวของอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ในเกาหลีใต้มาบ้าง คงจะทราบกันดีว่า รถที่ทำให้ชาวโลกรู้จักรถพันธุ์โสม รถที่ทำให้ชาวโลกยอมควักกระเป๋า (ซึ่งมีเงินอยู่ไม่มากสักเท่าไร ?) ซื้อรถพันธุ์โสม และรถที่มีส่วนเป็นอย่างมากในการทำให้ ฮันเด
มอเตอร์ กลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 6 ของโลกอยู่ในขณะนี้ คือ รถยนต์นั่งขนาดเล็ก ที่เริ่มจำหน่ายเมื่อปี 1975 ในชื่อ ฮันเด โพนี (HYUNDAI PONY) หรือฮันเด เอกซ์เซล (HYUNDAI EXCEL)
นอกจากจำหน่ายขายดีในเมืองแม่ โดยสามารถครองตลาดรถเกาหลีได้มากกว่าร้อยละ 50 ในปีแรกที่ออกตลาด รถขนาดเล็กแบบที่ว่านี้ ยังเปิดศักราชการส่งออกของรถพันธุ์โสม โดยสามารถเข้าไปเจาะตลาด ทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ด้วยสนนราคาค่าตัวที่ย่อมเยาอย่างไม่เคยเห็นกันมาก่อน พร้อมกับคุณภาพและสมรรถนะที่คุ้มค่าคุ้มราคา
ความสำเร็จของรถรุ่นแรก นำมาซึ่งรถรุ่นใหม่ๆ ในปี 1982 1985 1989 1994 และ 1999 และที่มาพร้อมๆกับการเปลี่ยนรุ่นในบางครั้ง คือการเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามที่แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคแต่ละตลาด และชื่อใหม่ล่าสุดที่เรียกขานกันมา ตั้งแต่รถรุ่นที่ 5 ในปี 1994 จนถึงปัจจุบัน ก็คือ ฮันเด แอคเซนท์ (HYUNDAI ACCENT)
สำหรับ ฮันเด แอคเซนท์ ที่นำมาปิด "ระเบียงรถใหม่" ในเดือนแห่งการชุมนุมรถใหม่จากเมืองโสมนี้ เป็นรถรุ่นที่ 7 เพิ่งอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรก ที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวาครั้งที่ 76 เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2006 นี่เอง
จะออกจำหน่ายทั้งในสหรัฐอเมริกาและในยุโรปหลายประเทศ ในไตรมาสสุดท้ายของ ปี 2006 นี้ โดยมีตัวถังให้เลือกใช้รวม 2 แบบ คือ ตัวถัง 3 ประตูแฮทช์แบค ยาว 4.045 ม. กว้าง 1.695 ม. และสูง 1.470 ม. กับตัวถัง 4 ประตูซีดาน ยาว 4.280 ม. กว้าง 1.695 ม. และสูง 1.470 ม. ตัวถังทั้ง 2 แบบนี้ มีช่วงฐานล้อยาว 2.500 ม. เท่ากัน
ชุดที่จะออกจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา ด้วยค่าตัวระดับ 11,000-14,500 เหรียญ หรือเท่ากับประมาณ 0.42-0.55 ล้านบาทไทย (เมื่อคิดอัตราแลกเปลี่ยน เงิน 1 เหรียญสหรัฐ แลกได้ด้วยเงินไทย 38 บาทถ้วน) แบ่งการตกแต่งและอุปกรณ์เป็น 3 ระดับกำกับด้วยรหัส GS SE และ GLS แต่มีเครื่องยนต์เพียงขนาดเดียว เป็นเครื่อง DOHC 4 สูบเรียง 1,599 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 110 แรงม้า ที่ 6,000 รตน. ส่วนระบบเกียร์มีให้เลือก 2 แบบ คือ เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ
ส่วนชุดที่จะออกจำหน่ายในตลาดยุโรป มีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้เพิ่มขึ้นอีก 2 ขนาด คือเครื่อง DOHC 4 สูบเรียง 1,399 ซีซี 96 แรงม้า กับเครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง SOHC 4 สูบเรียง 1,493 ซีซี 109 แรงม้า ส่วนระบบเกียร์ มีให้เลือกใช้ 2 แบบเช่นเดียวกับรุ่นที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกา
ABOUT THE AUTHOR
ช
ชูศักดิ์ ชมจินดา
นิตยสาร 399 ฉบับเดือน ตุลาคม ปี 2549
คอลัมน์ Online : ระเบียงรถใหม่