ระเบียงรถใหม่
MERCEDES-BENZ S-CLASS รถธงค่าย “ดาวสามแฉก” เปลี่ยนโฉม และเพิ่มพลังรับปีม้า
เดือนนี้ “ระเบียงรถใหม่” ต้อนรับปีใหม่ไทย ด้วยผลงานของผู้ผลิตรถยนต์เพียงรายเดียว คือ MERCEDES-BENZ AG (เมร์เซเดส-เบนซ์ อาเก) บริษัทรถยนต์สัญชาติเยอรมันเจ้าของเครื่องหมายการค้า “ดาวสามแฉก” ซึ่งประกอบกิจการต่อเนื่องกันมายาวนานกว่า 1 ศตวรรษ และเป็นที่รู้จักกันดีทั่วไป ปัจจุบันรถที่ค่ายนี้ผลิตจำหน่ายทั่วโลกมีอยู่ 3 ยี่ห้อ คือ MERCEDES-BENZ (เมร์เซเดส-เบนซ์) MERCEDES-AMG (เมร์เซเดส-เอเอมจี) และ MERCEDES-MAYBACK (เมร์เซเดส-มายบัค)
ในรอบปี 2025 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป รถยนต์นั่ง 3 ยี่ห้อที่กล่าวข้างต้น ทำยอดขายในทุกตลาดได้รวมทั้งสิ้นประมาณ 1,800,800 คัน หรือลดลงถึงร้อยละ 9 จากตัวเลขในรอบปี 2024 ตลาดใหญ่ที่สุด คือ ทวีปเอเชีย ซึ่งขายได้มากถึง 747,000 คัน (เฉพาะสาธารณรัฐประชาชนจีน 551,900 คัน) รองลงไป คือ ทวีปยุโรป 634,600 คัน (เฉพาะเยอรมนี 213,200 คัน) และทวีปอเมริกาเหนือ 320,600 คัน (เฉพาะสหรัฐอเมริกา 284,600 คัน)
เปิดระเบียงด้วย MERCEDES-BENZ S-CLASS (เมร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาสส์) รถเก๋งซีดานสุดหรูระดับ TOP-END (ทอพ-เอน) รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเพิ่งเปิดตัว และเริ่มรับการสั่งจองในเยอรมนี เมื่อวันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2026 นี่เอง เป็นการเปิดตัวในวาระครบรอบ 140 ปี นับแต่วิศวกรชาวเยอรมันเจ้าของนาม KARL BENZ (คาร์ล เบนซ์) หรือ CARL BENZ (คาร์ล เบนซ์) ซึ่งมีอายุระหว่างปี 1844-1929 และเป็นผู้ก่อตั้งกิจการของบริษัทรถยนต์รายนี้ สามารถประดิษฐ์รถยนต์คันแรกของโลกเมื่อปี 1886
MERCEDES-BENZ S-CLASS เป็น FULL-SIZE LUXURY CAR (ฟูลล์-ไซซ์ ลักชัวรี คาร์) หรือรถเก๋งระดับหรูขนาดโตเต็มพิกัด ที่เริ่มการจำหน่ายเมื่อปี 1972 ในฐานะตัวตายตัวแทนของรถ MERCEDES-BENZ W180 ที่ผลิตระหว่างปี 1954-1959 รถ MERCEDES-BENZ W111/W112 ที่ผลิตระหว่างปี 1959-1968 และรถ MERCEDES-BENZ W108/W109 ที่ผลิตระหว่างปี 1965-1972
ในช่วงเวลากว่า 5 ทศวรรษที่อยู่ในสายการผลิต ค่าย “ดาวสามแฉก” นำรถธงอนุกรมนี้ออกสู่ตลาดไปแล้วรวม 7 รุ่น คือ รุ่นที่ 1 (W116) ซึ่งมีแต่ตัวถังซีดาน ผลิตระหว่างปี 1972-1980 รุ่นที่ 2 (W126/C126) ซึ่งมีทั้งตัวถังซีดาน และตัวถังคูเป ผลิตระหว่างปี 1979-1992 รุ่นที่ 3 (W140/C140) ซึ่งก็มีทั้งตัวถังซีดาน และตัวถังคูเป ผลิตระหว่างปี 1991-1999 รุ่นที่ 4 (W220) ซึ่งมีแต่ตัวถังซีดาน ผลิตระหว่างปี 1998-2005 รุ่นที่ 5 (W221) ซึ่งก็มีแต่ตัวถังซีดาน ผลิตระหว่างปี 2006-2013 รุ่นที่ 6 (W222/C217/A217) ซึ่งมีทั้งตัวถังซีดาน ตัวถังคูเป และตัวถังกาบริโอเลต์ ผลิตระหว่างปี 2013-2022 และรุ่นที่ 7 (W223) ซึ่งมีแต่ตัวถังซีดาน ผลิตระหว่างปี 2020-2026 รถทั้ง 7 รุ่นนี้มียอดการผลิตรวมทั้งสิ้นประมาณ 2.7 ล้านคัน
รถรุ่นล่าสุดนี้ไม่ใช่รถรุ่นที่ 8 แต่เป็นรถรุ่นเดิม คือ รุ่นที่ 7 ที่ได้รับการปรับปรุงแบบ FACELIFT (เฟศลิฟท์) หรือ “ยกหน้า” เพื่อยกระดับคุณสมบัติต่างๆ ทั้งในด้านสมรรถนะการบังคับขับขี่ และด้านเทคโนโลยีของระบบการทำงานต่างๆ มีตัวถังให้เลือกใช้ 2 ขนาดความยาวเหมือนรุ่นก่อนการปรับปรุง คือ STANDARD VERSION BODY (สแตนดาร์ด เวอร์ชัน บอดี) หรือตัวถังมาตรฐาน ซึ่งยาว 5.194 ม. กว้าง 1.921 ม. สูง 1.503 ม. และมีช่วงฐานล้อยาว 3.106 ม. กับ LONG VERSION BODY (ลอง เวอร์ชัน บอดี) หรือตัวถังยาว ซึ่งยาวกว่ากัน 11.0 ซม. คือ ยาว 5.304 ม. กว้าง 1.921 ม. สูง 1.503 ม. และมีช่วงฐานล้อยาว 3.216 ม.
รูปทรงองค์เอว และรายละเอียดของตัวถังภายนอก เห็นได้ชัดว่าเป็นผลลัพธ์ของการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในลักษณะค่อนข้างอนุรักษนิยม แทบไม่มีจุดใดดูแปลก หรือแหวกแนวจากรถรุ่นก่อน ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดมีอยู่ไม่กี่จุด ตัวอย่างเช่น แผงกระจังหน้าเรืองแสงซึ่งมีขนาดโตขึ้นประมาณร้อยละ 20 กับดวงโคมไฟหน้าซึ่งเปล่งแสงเป็นรูปดาวสามแฉก 2 ดวง อย่างไรก็ตาม ค่าย “ดาวสามแฉก” ยืนยันในข้อความประชาสัมพันธ์ว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของชิ้นส่วนประมาณ 2,700 ชิ้นที่ประกอบเป็นตัวรถ ล้วนเป็นสิ่งที่พัฒนาขึ้นใหม่ หรือปรับคุณสมบัติทางวิศวกรรมใหม่ทั้งนั้น
เป็นรถที่มีขุมพลังขับเคลื่อนให้เลือกถึง 3 แบบ คือ (1) ขับด้วยพลังของเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดโดยตรง ซึ่งมีให้เลือกรวม 3 ขนาด คือ เครื่อง 6 สูบเรียง 2,999 ซีซี 280 กิโลวัตต์/381 แรงม้า-เครื่อง 6 สูบเรียง 2,999 ซีซี 330 กิโลวัตต์/449 แรงม้า และเครื่อง วี 8 สูบ 3,982 ซีซี 395 กิโลวัตต์/537 แรงม้า ทุกขนาดทำงานร่วมกันกับระบบ MILD HYBRID (ไมล์ด์ ไฮบริด) หรือไฮบริดแบบอ่อน ซึ่งใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 17 กิโลวัตต์/23 แรงม้า 48 โวลท์ (2) ขับด้วยพลังของเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลฉีดตรง ซึ่งมีให้เลือก 2 ขนาด คือ เครื่อง 6 สูบเรียง 2,989 ซีซี 230 กิโลวัตต์/313 แรงม้า กับเครื่อง 6 สูบเรียง 2,989 ซีซี 270 กิโลวัตต์/367 แรงม้า ทั้ง 2 ขนาดทำงานร่วมกันกับระบบ MILD HYBRID หรือไฮบริดแบบอ่อน ขนาด 17 กิโลวัตต์/23 แรงม้า 48 โวลท์ เหมือนรถเบนซิน (3) ขับด้วยระบบ PLUG-IN HYBRID (พลัก-อิน ไฮบริด) หรือไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ ซึ่งก็มีให้เลือก 2 ขนาดเช่นกัน คือ ระบบขับที่ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดตรง วี 6 สูบ 2,999 ซีซี 240 กิโลวัตต์/326 แรงม้า ทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 120 กิโลวัตต์/163 แรงม้า ได้กำลังสูงสุด 320 กิโลวัตต์/435 แรงม้า กับระบบขับที่ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดตรง 6 สูบเรียง 2,999 ซีซี 330 กิโลวัตต์/449 แรงม้า ทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 120 กิโลวัตต์/163 แรงม้า ได้กำลังสูงสุด 430 กิโลวัตต์/585 แรงม้า
กล่าวโดยสรุป รถตัวถังมาตรฐาน และตัวถังยาว มีทั้งรถขับเคลื่อนล้อหลัง (1 โมเดล) และรถขับเคลื่อนทุกล้อ (6 โมเดล) แยกเป็นรถเบนซิน 3 โมเดล รถดีเซล 2 โมเดล และรถ PLUG-IN HYBRID หรือไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ 2 โมเดล แต่ละโมเดลมีรายละเอียดแตกต่างกันไป ดังนี้
MERCEDES-BENZ S 450 4MATIC เป็นรถขับทุกล้อ ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดตรง 6 สูบเรียง 2,999 ซีซี 280 กิโลวัตต์/381 แรงม้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.9 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.
MERCEDES-BENZ S 500 4MATIC เป็นรถขับทุกล้อ ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดตรง 6 สูบเรียง 2,999 ซีซี 330 กิโลวัตต์/449 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 4.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.
MERCEDES-BENZ S 580 4MATIC เป็นรถขับทุกล้อ ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดตรง วี 8 สูบ 3,982 ซีซี 395 กิโลวัตต์/537 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 4.0 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.
MERCEDES-BENZ S 350 D 4MATIC เป็นรถขับทุกล้อ ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลฉีดตรง 6 สูบเรียง 2,989 ซีซี 230 กิโลวัตต์/313 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 5.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.
MERCEDES-BENZ S 450 D 4MATIC เป็นรถขับทุกล้อ ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลฉีดตรง 6 สูบเรียง 2,989 ซีซี 270 กิโลวัตต์/367 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 5.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.
MERCEDES-BENZ S 450 E WITH EQ HYBRID TECHNOLOGY เป็นรถขับล้อหลัง ติดตั้งระบบขับไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊ก ซึ่งให้กำลังรวมสูงสุด 320 กิโลวัตต์/435 แรงม้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. กรณีชาร์จไฟเต็ม และวัดตามมาตรฐาน WLTP รถตัวถังมาตรฐานจะวิ่งด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ได้ไกล 97-118 กม. ส่วนรถตัวถังยาว จะลดลงนิดหน่อยเป็น 95-117 กม.
MERCEDES-BENZ S 580 E 4MATIC WITH EQ HYBRID TECHNOLOGY เป็นรถขับทุกล้อ ติดตั้งระบบขับไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊ก ซึ่งให้กำลังรวมสูงสุด 430 กิโลวัตต์/585 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 4.4 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. กรณีชาร์จไฟเต็ม และวัดตามมาตรฐาน WLTP รถตัวถังมาตรฐานจะวิ่งด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ได้ไกล 93-103 กม. ส่วนรถตัวถังยาววิ่งได้ 92-103 กม.
รถทั้ง 7 โมเดลที่กล่าวข้างต้น ส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หลัง หรือทั้งคู่หน้า และคู่หลัง แล้วแต่กรณี ผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ
ราคาค่าตัวรวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 19 ของเยอรมนี เริ่มต้นที่ 121,356 ยูโร หรือประมาณ 4.49 ล้านบาทไทย (เมื่อคิดว่าเงินฝรั่ง 1 ยูโร แลกได้ด้วยเงินไทย 37 บาทถ้วน) ใน ENTRY MODEL (เอนทรี โมเดล) หรือรถโมเดลเริ่มต้น คือ MERCEDES-BENZ S 350 D 4MATIC ตัวถังมาตรฐาน
MERCEDES-BENZ S-CLASS
- รถเก๋งซีดานระดับหรูขนาดใหญ่ ขับเคลื่อนล้อหลัง/ขับเคลื่อนทุกล้อ
- มิติตัวถัง 5.194/5.304x1.921x1.503 ม. ห้องโดยสาร 5 ที่นั่ง
- เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดตรง 280 กิโลวัตต์/381 แรงม้า-395 กิโลวัตต์/537 แรงม้า
- เครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลฉีดตรง 230 กิโลวัตต์/313 แรงม้า-270 กิโลวัตต์/367 แรงม้า
- พลัก-อิน ไฮบริด 320 กิโลวัตต์/435 แรงม้า-430 กิโลวัตต์/585 แรงม้า









