มีผลงานใหม่ของค่าย MERCEDES-BENZ AG (เมร์เซเดส-เบนซ์ อาเก) บรรจุอยู่ใน “ระเบียงรถใหม่” เดือนนี้ถึง 4 รายการ รายการแรกที่กำลังอวดโฉมอยู่นี้ คือ รถติดป้ายชื่อ MERCEDES-BENZ GLE (เมร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลอี) ซึ่งเพิ่งเปิดตัวผ่านสื่อต่างๆ เมื่อวันอังคารที่ 31 มีนาคม 2025 พร้อมกันกับรถใหม่อีก 2 อนุกรม คือ MERCEDES-BENZ GLE COUPE (เมร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลอี คูเป) และ MERCEDES-BENZ GLS (เมร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลเอส) ขณะเปิดระเบียงซึ่งเป็นช่วงหลังวันสงกรานต์ไม่กี่วัน รถใหม่ทั้ง 3 อนุกรมนี้ยังไม่ได้เริ่มการจำหน่าย และยังไม่ประกาศราคาค่าตัว
MERCEDES-BENZ GLE เป็น MID-SIZE LUXURY CROSSOVER SUV (มิด-ไซซ์ ลักชัวรี ครอสส์โอเวอร์ เอสยูวี) หรือรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ระดับหรูขนาดกลาง ซึ่งใช้โรงงานที่เมือง TUSCALOOSA (ทัสคาลูซา) ในรัฐ ALABAMA (อลาบามา) ของสหรัฐอเมริกาเป็นฐานผลิตหลัก รถอนุกรมนี้เริ่มการจำหน่ายเมื่อปี 1997 โดยติดป้ายชื่อ MERCEDES-BENZ M-CLASS (เมร์เซเดส-เบนซ์ เอม-คลาสส์) และเปลี่ยนรุ่นไปแล้วรวม 3 ครั้ง ในปี 2005, 2011 และ 2018
รถรุ่นปัจจุบันซึ่งเป็นรถรุ่นที่ 4 เปิดตัวที่งานมหกรรมยานยนต์ปารีส เมื่อเดือนตุลาคม 2018 และเริ่มการผลิตในเดือนเดียวกัน ที่แปลกไปจากรถอนุกรมเดียวก่อนรุ่นก่อนๆ ซึ่งเป็นรถ 5 ที่นั่งก็คือ มีรถ 7 ที่นั่งด้วยสำหรับผู้ที่ต้องการ ปัจจุบันมีการผลิตรถอนุกรมนี้ ทั้งในสหรัฐอเมริกา อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และประเทศไทย
ส่วนรถ MERCEDES-BENZ GLE ที่นำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังในเดือนนี้ ไม่ใช่รถรุ่นที่ 5 แต่เป็นรถรุ่นที่ 4 ซึ่งเพิ่งได้รับการปรับปรุงแบบ FACELIFT (เฟศลิฟท์) หรือ “ยกหน้า” เป็นครั้งที่ 2 หลังจากกระทำมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อต้นปี 2023 เป็นการปรับปรุงซึ่งชิ้นส่วนประมาณ 3,000 ชิ้นในตัวรถ ล้วนเป็นชิ้นส่วนที่ออกแบบใหม่ หรือปรับปรุงใหม่ทั้งสิ้น ในส่วนของตัวถัง จุดเปลี่ยนที่เห็นได้อย่างชัดเจนมีอยู่หลายจุด เช่น กันชนหน้า และกันชนท้ายที่มีขนาดใหญ่ขึ้น แผงกระจังหน้าที่มีขนาดโตขึ้น และต่อเนื่องเป็นชิ้นเดียวกันกับดวงโคมไฟหน้า รูปดาวสามแฉกที่ปรากฏอยู่ในดวงโคมไฟหน้าด้านละ 2 ดวง ฯลฯ ส่วนภายในห้องโดยสารที่แทบจะกล่าวได้ว่าออกแบบใหม่ทั้งหมด ก็มีของใหม่อยู่มากมาย เช่น เก้าอี้ที่นั่งที่ออกแบบใหม่ทั้งหมด และพวงมาลัยที่ได้มาจากรถอนุกรมน้อง คือ MERCEDES-BENZ GLC (เมร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลซี) รุ่นล่าสุด
ในทางเทคนิค ก็มีสิ่งใหม่ที่น่าอวดอยู่หลายชิ้น ตัวอย่างเช่น ระบบ MB.OS หรือ MERCEDES-BENZ OPERATING SYSTEM (เมร์เซเดส-เบนซ์ โอเพอเรทิง ซิสเตม) ซึ่งเป็นระบบควบคุมการทำงานของรถแบบอัจฉริยะ ที่รถ และผู้ขับสามารถทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ เพราะรถสามารถเข้าใจคนเหมือนที่คนเข้าใจรถ และระบบ E-ACTIVE BODY CONTROL (อี-แอคทีฟ บอดี คอนทโรล) ซึ่งตรวจวัดสภาพการขับได้เร็วถึง 1,000 ครั้ง/วินาที และสามารถปรับล้อแต่ละล้อให้รับกับเกือบทุกสถานการณ์
ในเยอรมนี มีรถให้เลือกรวม 5 โมเดล ทุกโมเดลเป็นรถขับทุกล้อ ส่งกำลังเครื่องยนต์ผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ คือ
(1) MERCEDES-BENZ GLE 350D 4MATIC ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลฉีดตรง 6 สูบเรียง 2,989 ซีซี 210 กิโลวัตต์/286 แรงม้า พร้อมระบบ MILD HYBRID 17 กิโลวัตต์/23 แรงม้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.2 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 235 กม./ชม.
(2) MERCEDES-BENZ GLE 450D 4MATIC ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลฉีดตรง 6 สูบเรียง 2,989 ซีซี 270 กิโลวัตต์/367 แรงม้า พร้อมระบบ MILD HYBRID 17 กิโลวัตต์/23 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 5.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.
(3) MERCEDES-BENZ GLE 450 4MATIC ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดตรง 6 สูบเรียง 2,999 ซีซี 280 กิโลวัตต์/381 แรงม้า พร้อมระบบ MILD HYBRID 17 กิโลวัตต์/23 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 5.3 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.
(4) MERCEDES-BENZ GLE 580 4MATIC ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดตรง วี 8 สูบ 3,982 ซีซี 395 กิโลวัตต์/537 แรงม้า พร้อมระบบ MILD HYBRID 17 กิโลวัตต์/23 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 4.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.
(5) MERCEDES-BENZ 450E 4MATIC ติดตั้งระบบ PLUG-IN HYBRID ซึ่งใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดตรง 6 สูบเรียง 2,999 ซีซี 240 กิโลวัตต์/326 แรงม้า ทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 135 กิโลวัตต์/184 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 5.6 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม. และวิ่งด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ได้ไกล 106 กม. (WLTP)
MERCEDES-BENZ GLE

