ธุรกิจ
ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์
เริ่มต้นปี อัพเดทโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ ที่เพิ่งจะประกาศใช้ในปี 2569 จะถูกจะแพง ต้องจ่ายภาษีรถยนต์เท่าไร ตามด้วยข่าวสารในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์เด่นๆ ช่วงนี้กันได้เลยHighlight
เริ่มแล้ว ! ภาษีรถยนต์ใหม่ 2569
โครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ของกรมสรรพสามิต เริ่มใช้แล้วตั้งเเต่วันที่ 1 มกราคม 2569 โดยอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ 2569 ใหม่ ออกมาเพื่อดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางยานยนต์แห่งอนาคต และมุ่งเน้นสนับสนุนยานยนต์พลังงานไฟฟ้า รวมถึงลดการปล่อยแกสคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ส่วนรถแต่ละกลุ่มมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตใหม่อย่างไรในปี 2569 เราสรุปมาให้แล้ว ดังนี้
ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ ปี 2569
กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า BEV
- รถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป อัตราภาษีลดลงจาก 8 % เหลือ 2 %
- รถกระบะไฟฟ้า อัตราภาษีจาก 0 % เพิ่มเป็น 2 %
กลุ่มรถ PHEV
- สำหรับรุ่นที่วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนไม่ต่ำกว่า 80 กม./การชาร์จ 1 ครั้ง คิดภาษี 5 %
- สำหรับรุ่นที่วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนต่ำกว่า 80 กม./การชาร์จ 1 ครั้ง คิดภาษี 10 %
- ใช้เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร คิด 30 %
*** ต้องติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS) อย่างน้อย 2 ระบบ และต้องใช้แบทเตอรีที่ผลิตในไทยตั้งแต่ปี 2569
กลุ่ม HEV และ MHEV
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ที่ปล่อย CO2 ไม่เกิน 100 กรัม/กม. คิด 6 %
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ที่ปล่อย CO2 เกิน 100 แต่ไม่เกิน 120 กรัม/กม. คิด 9 %
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ที่ปล่อย CO2 เกิน 120 แต่ไม่เกิน 150 กรัม/กม. คิด 14 %
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ที่ปล่อย CO2 เกิน 150 แต่ไม่เกิน 200 กรัม/กม. คิด 19 %
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ที่ปล่อย CO2 เกิน 200 กรัม/กม. คิด 24 %
- เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร คิด 40 %
** ราคาจะปรับเพิ่มขึ้นเป็นขั้นบันไดตามปริมาณการปล่อย CO2
กลุ่มรถยนต์สันดาป (ICE)
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ที่ปล่อย CO2 ไม่เกิน 100 กรัม/กม. คิด 13 %
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ที่ปล่อย CO2 เกิน 100 แต่ไม่เกิน 120 กรัม/กม. คิด 22 %
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ที่ปล่อย CO2 เกิน 120 แต่ไม่เกิน 150 กรัม/กม. คิด 25 %
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ที่ปล่อย CO2 เกิน 150 แต่ไม่เกิน 200 กรัม/กม. คิด 29 %
- เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ที่ปล่อย CO2 เกิน 200 กรัม/กม. คิด 34 %
- เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร (รถยนต์หรู/ซูเพอร์คาร์) คิด 50 %
** ราคาสูงขึ้นตามการปล่อยมลพิษ
การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ในปี 2569 มีการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีสำหรับรถยนต์หลายกลุ่ม โดยพิจารณาจากเกณฑ์ต่างๆ เช่น ขนาดความจุกระบอกสูบ (ซีซี), ปริมาณการปล่อย CO2 และระยะทางวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า (Electric Range) สำหรับรถยนต์ Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV)
สำหรับเจ้าของรถเดิม หรือที่จดทะเบียนก่อนปี 2569 ไม่ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม หรือย้อนหลัง โดยใช้เกณฑ์เดิมที่เคยจดทะเบียนไว้ แต่จะมีผลต่อราคาขายต่อ หรือรถมือสอง ราคาจะผันผวน ยิ่งรถรุ่นที่ปล่อยมลพิษสูงมากอาจตกรุ่นเร็วขึ้น และราคาขายต่อตก เนื่องจากตลาดหันไปหาเทคโนโลยีสะอาดตามเกณฑ์ภาษีใหม่
.............................................................................................ผลวิจัยชี้ “Chery-Jaecoo-Aion” ครอง 3 อันดับรถยนต์ที่สร้างความพึงพอใจสูงสุด
บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัทที่ปรึกษา และวิจัยตลาดชั้นนำ เปิดเผยผลการศึกษาเป็นครั้งแรกของ “การศึกษาวิจัยดัชนีประสบการณ์ลูกค้าด้านความพึงพอใจในการซื้อรถยนต์ ในงานจัดแสดงรถยนต์ (Motor Exhibition Sales Satisfaction Index (MSSI) SM)” ซึ่งดำเนินการในช่วงงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42" (Motor Expo 2025) ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน-10 ธันวาคม 2568
การศึกษานี้ เป็นการประเมินประสบการณ์การซื้อรถของลูกค้าต่อแบรนด์รถยนต์ต่างๆ อย่างเป็นอิสระ โดยอ้างอิงจากมุมมองของลูกค้าที่จองซื้อรถในงานจัดแสดงยานยนต์ชั้นนำที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อมุ่งวัดระดับความพึงพอใจโดยรวมของผู้บริโภคที่ทำการจองรถยนต์ภายในงาน โดยประเมินผลผ่าน 4 ปัจจัยหลักที่สร้างความพึงอใจต่อประสบการณ์การซื้อรถยนต์ (โดยเรียงความสำคัญจากมากไปน้อย) ได้แก่ 1. กระบวนการเลือกซื้อรถยนต์ 2. การเจรจาต่อรอง และข้อเสนอด้านราคา 3. การปฏิสัมพันธ์กับพนักงานขาย และผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ 4. ประสบการณ์ภายในบูธจัดแสดง
การศึกษาในปี 2568 นี้อ้างอิงจากการสัมภาษณ์ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่จำนวน 1,523 ราย ซึ่งดำเนินการภายในงานทันทีหลังจากลูกค้าทำการจองซื้อรถ และลงทะเบียน ณ จุด “ซื้อรถ...ชิงรถ” ของผู้จัดงานฯ อย่างเป็นทางการ
Chery (เชอรี) ครองคะแนนรวมอันดับ 1 ด้วยคะแนน 936 คะแนน (จากคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน) แสดงให้เห็นถึงผลการดำเนินงานที่โดดเด่น และสม่ำเสมอในทุกมิติของประสบการณ์การขาย Jaecoo (เจคู) อยู่ในอันดับที่ 2 ด้วยคะแนน 911 คะแนน ตามมาด้วย Aion (ไอออน) ในอันดับที่ 3 ด้วยคะแนน 902 คะแนน
โดยประสบการณ์ต่อขั้นตอนในการเลือกซื้อรถ เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในการซื้อรถยนต์ รองลงมาเป็นเรื่องการเจรจาตกลง และส่วนลด ของแถมที่ได้รับ ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยมีน้ำหนัก 35 % และ 25 % ตามลำดับ สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของโปรโมชัน แคมเปญที่นำเสนอภายในงาน การนำเสนอรุ่นรถที่ลูกค้าสนใจ และการให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจน รวมถึงการช่วยลูกค้าเปรียบเทียบรุ่นรถที่ลูกค้าพิจารณาเป็นตัวเลือก
การเจรจาต่อรอง และข้อเสนอด้านราคา เป็นปัจจัยที่ลูกค้ามีความพึงพอใจต่ำที่สุด โดยมีคะแนนเฉลี่ย 870 คะแนน แสดงให้เห็นว่าลูกค้ายังคงมีความอ่อนไหวกับราคา โปรโมชัน และความคุ้มค่าของข้อเสนอภายในงาน ขณะที่ลูกค้ามีความพึงพอใจสูงที่สุดต่อเรื่องของการปฏิสัมพันธ์กับพนักงานขาย และผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ โดยมีคะแนนเฉลี่ย 896 คะแนน สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของพนักงานที่พบปะลูกค้าซึ่งต้องมีความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ความพร้อม และการให้บริการอย่างมืออาชีพ
ศิรส สาตราภัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล ประจำประเทศไทย กล่าวว่า งานมหกรรมยานยนต์ ซึ่งลูกค้าต่างรอคอยที่จะมาเลือกชม เลือกซื้อรถยนต์ ลูกค้าแต่ละคนอาจจะใช้เวลา 2-3 ชม. ในการเยี่ยมชม หาข้อมูล และตัดสินใจ ดังนั้น แบรนด์ที่เข้าใจความคาดหวังของลูกค้า และนำเสนอแพคเกจโปรโมชันที่โดนใจ รวมถึงนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจน และช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจเปรียบเทียบ นอกจากจะส่งเสริมในเรื่องของโอกาสในการปิดการขายแล้ว ยังทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ความพึงพอใจที่ดีกลับไปด้วย ซึ่งการศึกษา และบริการที่ปรึกษาของดิฟเฟอเรนเชียลฯ จะช่วยสนับสนุนผู้ผลิตรถยนต์ (OEM) ให้เตรียมความพร้อม และยกระดับการดำเนินงาน สำหรับงานมหกรรมยานยนต์ในครั้งต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
หมายเหตุ: (การศึกษานี้แสดงถึงการประเมินโดยหน่วยงานอิสระ และบุคคลที่ 3 เกี่ยวกับประสบการณ์ในการซื้อรถยนต์กับแบรนด์รถยนต์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย )
- แบรนด์ที่จะถูกนำมาจัดอันดับจะต้องมีจำนวนตัวอย่างขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 50 ตัวอย่าง
- แบรนด์ต่อไปนี้ ถูกตัดออกจากการจัดอันดับ เนื่องจากมีจำนวนตัวอย่างน้อย หรือไม่เพียงพอ ได้แก่ Suzuki (ซูซูกิ), BMW (บีเอมดับเบิลยู), Xpeng (เสี่ยวเผิง), Zeekr (ซีเคอร์), Hyundai (ฮันเด), Mercedes-Benz (เมร์เซเดส-เบนซ์), Omoda (โอโมดา), Wuling (วู่หลิง), Tesla (เทสลา), Avatr (อวาทาร์), Denza (เดนซา), Leapmotor (ลีพมอเตอร์), Riddara (ริดดารา), MINI Cooper (มีนี คูเพอร์), Farizon (ฟาริซอน) และ Kia (เกีย)
- แผนภูมิ และกราฟจากข่าวเผยแพร่ฉบับนี้ หากนำไปใช้ รบกวนระบุ “แหล่งที่มา: บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด”
- การจัดอันดับจะพิจารณาจากคะแนนตัวเลข และอาจไม่จำเป็นต้องสะท้อนถึงความสำคัญทางสถิติ การใช้ข้อมูลในข่าวเผยแพร่ฉบับนี้เพื่อการโฆษณา หรือส่งเสริมการขาย ต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าจาก บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด
................................................................................................................................................................................
GWM เผยสถิติยอดขายปี 2568 ทะลุ 18,096 คัน
GWM Thailand ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญด้วยยอดขายประจำปี 2568 กว่า 18,096 คัน เติบโต 146 % จากปี 2567 ที่ผ่านมา ทำสถิติยอดขายสูงสุดในรอบ 5 ปี ตั้งแต่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ยิ่งไปกว่านั้น ในเดือนธันวาคม 2568 ยังสามารถทำสถิติยอดขายรายเดือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 3,182 คัน ตอกย้ำการเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคชาวไทยมีต่อผลิตภัณฑ์ในทุกกลุ่มพลังงานของ GWM (กเรท วอลล์ มอเตอร์)
เวยน์ โจว กรรมการผู้จัดการ GWM Thailand กล่าวว่า ยอดขายรวมในปี 2568 จำนวน 18,096 คันนั้น มาจากความสำเร็จอย่างท่วมท้นของ GWM Tank 300 (แทงค์ 300) ที่มีจำนวนทั้งสิ้น 7,574 คัน เติบโตจากปี 2567 ถึง 1,146 % และความนิยมอย่างต่อเนื่องของเจ้าเหมียวไฟฟ้า GWM ORA Good Cat (โอรา กูด แคท) ซึ่งมียอดขายทั้งหมด 7,080 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ถึง 142 % ซึ่งยอดขายรวมของรถยนต์ทั้ง 2 รุ่นนี้ เป็นยอดขายรวมรายปีที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเฉพาะเดือนธันวาคม 2568 GWM Thailand มียอดขายสูงถึง 3,182 คัน ซึ่งถือเป็นยอดขายรายเดือนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาเช่นกัน และเป็นเดือนที่ GWM Tank 300 และ GWM ORA Good Cat มียอดขายรายเดือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,155 คัน และ 1,573 คัน เติบโตแบบก้าวกระโดดจากเดือนธันวาคมปี 2567 ถึง 1,400 % และ 2,376 % ตามลำดับ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ GWM ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคชาวไทย
ปี 2568 ถือเป็นปีที่มีความท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ GWM Thailand ยังคงมุ่งมั่นสร้างการเติบโตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และมั่นคง ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในปี 2568 มาจาก 4 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่
การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน หรือ Multi-Powertrain ซึ่งถือเป็นจุดแข็งท่ามกลางแบรนด์รถสัญชาติจีนที่สร้างโอกาสทางการขายให้แก่ GWM ในหลากหลายเซกเมนท์ ครอบคลุมถึง 85 % ของตลาดรถยนต์ในประเทศไทย โดยในปี 2568 GWM Thailand มีการแนะนำเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจเนอเรชันใหม่ล่าสุด และเทคโนโลยีระบบไฮบริดขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ เข้ามาให้คนไทยได้สัมผัส โดยมีผลิตภัณฑ์ใหม่รวมทั้งสิ้น 6 รุ่น ซึ่ง 3 รุ่นอยู่ภายใต้ GWM Diesel Family ทั้ง GWM Tank 300 Diesel (แทงค์ 300 ดีเซล), GWM Tank 500 Diesel (แทงค์ 500 ดีเซล) และ GWM Poer Sahar Diesel (โพเออร์ ซาฮาร์ ดีเซล) อีก 2 รุ่นในกลุ่มคอมแพคท์เอสยูวี ได้แก่ GWM Haval H6 (ฮาวัล เอช 6) ทั้งรุ่น PHEV และ HEV และล่าสุดกับ Wey G9 Hi4 Ultra (เว่ย จี 9 เอชไอ 4 อุลทรา) รถ MPV ระดับลักชัวรี ซึ่งรถยนต์ทั้ง 6 รุ่นนี้ ถือเป็นเหตุผลสำคัญของความสำเร็จของ GWM ที่มอบคุณภาพ และความคุ้มค่าที่ตอบความต้องการผู้ใช้ชาวไทยได้อย่างตรงจุด จากเทคโนโลยี ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และสมรรถนะที่เหนือกว่า ในราคาที่คุ้มค่า ทำให้ได้รับเสียงตอบรับดีจากผู้ใช้จริงทั่วประเทศ
การรับฟังเสียงผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง หรือ User-Centric ถือเป็นกลยุทธ์ที่ GWM ยึดถือปฏิบัติมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทในประเทศไทย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคชาวไทย ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ใช้จริง และนำไปสู่การปรับปรุง และพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการอย่างต่อเนื่องและตรงจุด ตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรม คือ การนำเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เข้ามาในรถยนต์ตระกูล GWM Tank การปรับแต่งช่วงล่างให้เหมาะสมกับสภาพถนนเมืองไทย และพฤติกรรมการขับขี่ของคนไทย การพัฒนาซอฟท์แวร์เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้ใช้งาน หรือการเพิ่มฟังค์ชันต่างๆ เข้ามาในรถยนต์ที่สร้างความปลอดภัย และความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นให้แก่ผู้ใช้ ส่งผลให้ GWM สามารถสร้างการเติบโตทั้งทางธุรกิจ และได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคชาวไทยอย่างเป็นรูปธรรม
การพัฒนาด้านบริการหลังการขายอย่างจริงจัง บริการหลังการขายถือเป็นข้อกังวลที่สำคัญที่สุดของคนไทยที่มีต่อแบรนด์รถยนต์จากประเทศจีน แต่สำหรับ GWM เรามีการสร้างรากฐาน และความแข็งแกร่งของแบรนด์ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ผ่านการยกระดับการบริการหลังการขายอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งด้านการบริหารจัดการอะไหล่ การเพิ่มทักษะความรู้ความสามารถของช่างเทคนิค และระบบประเมินคุณภาพงานบริการ การรับประกัน การซ่อมบำรุง รวมถึงการสร้างระบบ และทีมงานเต็มรูปแบบในการรับฟัง และบริหารจัดการปัญหาต่างๆ ของลูกค้าบนพแลทฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างมีประสิทธิภาพ ความพยายามต่างๆ เหล่านี้ สร้างความเชื่อมั่น และความไว้วางใจของลูกค้าที่มีต่อ GWM ในระยะยาว ส่งผลให้ GWM ได้รับการจัดอันดับ 3 จากทั้งหมด 13 แบรนด์รถยนต์หลักที่คนไทยมีความพึงพอใจสูงสุดด้านการบริการหลังการขายในปี 2568 จาก Differential และเป็นอันดับ 1 ของแบรนด์รถยนต์จากประเทศจีน
การขายราคาเดียว และข้อเสนอเดียวกันทั่วประเทศ หรือ One-Price Policy GWM ยึดมั่นการขายราคาเดียวกันทั่วประเทศมาตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจจวบจนถึงปัจจุบัน และในปี 2569 ก็ยังยึดถือการบริหารงานด้วยนโยบายราคาเดียวต่อไปอย่างเคร่งครัด ภายใต้ระบบการบริหารเครือข่ายพาร์ทเนอร์สโตร์ที่มีประสิทธิภาพ โดยมี GWM Application เป็นศูนย์กลางของการขาย และการชำระค่าสินค้า ไม่ว่าจะเป็นพาร์ทเนอร์สโตร์ใด ในจังหวัดใด ลูกค้าก็จะได้รับราคา และโปรโมชันเดียวกันที่กำหนดจากส่วนกลางเหมือนกันทั่วประเทศ ลดข้อกังวลของลูกค้าแบบเดิมๆ ที่ต้องตรวจสอบราคา และข้อเสนอจากดีเลอร์หลากหลายเจ้าเพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน ป้องกันการตัดราคาระหว่างผู้จำหน่าย ทำให้ลูกค้าอุ่นใจในการตัดสินใจซื้อรถยนต์คุณภาพจาก GWM ทุกรุ่น และทุกที่ทั่วไทย
“ผมขอขอบคุณผู้บริโภคชาวไทยทุกท่านที่มอบความไว้วางใจให้ GWM ตลอดเส้นทางกว่า 5 ปีที่ผ่านมา ความสำเร็จด้านยอดขายที่เราได้รับในปี 2568 นี้ ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขสะท้อนการเติบโตของแบรนด์เท่านั้น แต่ยังเป็นกำลังใจสำคัญที่ผลักดันให้เรามุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าทุกคน ในปี 2569 เรายังคงมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าไว้วางใจ ทั้งในเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การรับฟังเสียงจากลูกค้า การบริการหลังการขาย และการรักษานโยบายราคาเดียว การสนับสนุนจากลูกค้า คือ แรงผลักสำคัญที่ทำให้เราขยับเข้าใกล้เป้าหมายในการเป็นแบรนด์รถยนต์จีนอันดับ 1 ด้านบริการหลังการขายในประเทศไทย และแบรนด์รถยนต์จีนที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากผู้บริโภคชาวไทย เราขอยืนยันว่า GWM จะยังคงยืนหยัดเคียงข้างผู้บริโภคชาวไทย เพื่อให้ทุกท่านมั่นใจได้ว่าจะได้รับประสบการณ์ และการดูแลที่ดีที่สุดจากเรา ตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์ของ GWM ซึ่งเป็นพันธกิจที่เรายึดมั่น และจะก้าวต่อไปอย่างมั่นคงในปีต่อๆ ไป”
.............................................................................................
Volvo เปิดศูนย์บริการซ่อมตัวถัง และสีมาตรฐาน
Volvo Car ประเทศไทย ประกาศแต่งตั้ง บริษัท เอซ ขอนแก่น พรีเมียม บอดี้ แอนด์ เพ้นท์ เซอร์วิส จำกัด (ACE ขอนแก่น) เป็นผู้ให้บริการซ่อมตัวถัง และสีรถยนต์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก Volvo Car เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับบริการซ่อมตัวถัง และสีด้วยมาตรฐาน และอะไหล่แท้ของ Volvo Car แก่ลูกค้าในจังหวัดขอนแก่น และพื้นที่ใกล้เคียงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยลูกค้าผู้สนใจเข้ารับบริการสามารถติดต่อโชว์รูม Volvo ธนาสิทธิ์ ขอนแก่น
การขยายการบริการซ่อมตัวถัง และสีรถยนต์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของ Volvo Car ประเทศไทย ในการยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถ Volvo (โวลโว) ขึ้นอีกขั้นผ่านการดูแลหลังการขายที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น
ACE ขอนแก่น เป็นผู้ให้บริการซ่อมตัวถัง และสีแก่แบรนด์รถยนต์ชั้นนำที่มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี และให้บริการในจังหวัดขอนแก่น และพื้นที่ใกล้เคียงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาอย่างยาวนาน ซึ่ง ACE ขอนแก่น ได้ผ่านเกณฑ์การพิจารณา และตรวจสอบกว่า 200 รายการ ที่ตรงตามมาตรฐานศูนย์ซ่อมของ Volvo Car ที่มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย มีพื้นที่ และขั้นตอนการทำงานที่เหมาะสมเพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งมอบงานซ่อมที่มีคุณภาพได้รับมาตรฐานให้แก่ลูกค้าผู้รับบริการ
อีกทั้งยังครอบคลุมถึงความเชี่ยวชาญชำนาญการของช่างผู้ปฏิบัติงาน, ความพร้อมของอุปกรณ์เครื่องมือเพื่อการซ่อม, สถานที่ปฏิบัติงานที่มีมาตรฐานความปลอดภัย และคำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม สถานที่ตั้งที่อยู่ในพื้นที่ใกล้กับโชว์รูม Volvo Car ขอนแก่น
ลูกค้าที่นำรถเข้ารับบริการจาก ACE ขอนแก่น จะได้รับบริการจากช่างผู้ชำนาญการที่ผ่านการฝึกอบรมโดยทีมงานเทคนิคผู้เชี่ยวชาญจาก Volvo Car ประเทศไทย ในทักษะการซ่อม และทำสี ซึ่งรวมถึงหลักการซ่อมพื้นฐานตามมาตรฐาน Volvo Car, การใช้โปรแกรมการวิเคราะห์ปัญหาของรถเพื่อการคุณภาพการซ่อมที่ตรงจุด และถอดประกอบตัวถัง และชิ้นส่วนอย่างถูกวิธี, ผ่านการอบรมการจัดการแบทเตอรีแรงดันสูง (High Voltage Battery) นอกจากนี้ ACE ขอนแก่น ยังให้บริการตามมาตรฐานของ Volvo Car ด้วยอะไหล่แท้ Volvo ที่มีระยะเวลาการรับประกันตามมาตรฐาน, อุปกรณ์เครื่องมือซ่อมแบรนด์ Car-O-Liner มาตรฐานคุณภาพชั้นนำระดับโลก, การรับประกันการซ่อมตัวถัง 1 ปี และงานสี 2 ปี ห้องพ่นสีติดตั้งตัวกรองอากาศจึงไม่ก่อให้เกิดฝุ่นในเนื้อ เพื่อความเรียบเนียนบนตัวถังรถ, อุโมงค์ไฟความสว่างสูงเพื่อตรวจสอบความละเอียดของการซ่อมตัวถัง และสีเป็นขั้นตอนสุดท้าย รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสีสูตรน้ำ (Water Based Paint) ที่เป็นมาตรฐานของ Volvo เพื่อลดปริมาณสารพิษซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ลูกค้าจึงมั่นใจได้ถึงคุณภาพของรถที่ได้รับว่าจะเป็นมาตรฐานเดียวกับรถที่ออกจากโรงงาน และการมีส่วนร่วมในการสร้างความยั่งยืนเพื่อสิ่งแวดล้อม
.............................................................................................
Mazda6e ลูกค้าให้การตอบรับอย่างคึกคัก
Mazda (มาซดา) เผยกระแสตอบรับงาน Mazda6e Electric Showcase ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ลูกค้าหลั่งไหลเข้าร่วมสัมผัสยนตรกรรมไฟฟ้ารุ่นแรกจาก Mazda ในประเทศไทยกันอย่างเนืองแน่น จัดกิจกรรมไปแล้ว 8 จังหวัด คว้ายอดจองสิทธิ์แพคเกจเพิ่มอีกกว่า 1,000 สิทธิ์ คาดการณ์ยอดจองแพคเกจรวมทะลุเกิน 4,000 สิทธิ์
The All-Electric Mazda6e คือ รถไฟฟ้า BEV 100 % รุ่นแรกจาก Mazda ในประเทศไทย ที่เปี่ยมไปด้วยดีเอนเอของ Mazda ในทุกมิติ คงไว้ด้วยเอกลักษณ์ด้านสมรรถนะความสนุกสนานในการขับขี่สไตล์ Mazda พัฒนาโดยยึดหลักมนุษย์เป็นศูนย์กลาง มอบความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างผู้ขับขี่กับรถ ตามแนวคิด Jinba-Ittai มีการกระจายน้ำหนักแบบ 50:50 ให้ความสมดุล และมั่นคงในการขับขี่ ผสานความงดงามตามศิลปะแบบญี่ปุ่น Kodo Design-Soul of Motion ความสง่างามของการออกแบบรถไฟฟ้ายุคใหม่ โดดเด่นด้วย Flying Signature กระจังหน้าแบบ Electric เอกลักษณ์เฉพาะ Mazda พร้อมฟังค์ชันแสดงสถานะการชาร์จไฟ สปอยเลอร์หลังปรับอัตโนมัติตามความเร็วรถ มอบสมรรถนะการขับขี่ที่นุ่มนวล ตอบสนองฉับไว ราบรื่น และเป็นธรรมชาติ ด้วยระบบช่วงล่างอันลือชื่อ แบทเตอรีลิเธียม-ไอออนขนาด 77.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ขับขี่ได้ระยะทางไกลกว่า 654 กม.** พร้อม DC Fast Charging ชาร์จไฟจาก 30-80 % เร็วสูงสุดใน 15 นาที*** ตอบโจทย์ทุกการใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือการเดินทางท่องเที่ยวในระยะทางไกล
ภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและนวัตกรรมดิจิทอล บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า กิจกรรม Mazda6e Electric Showcase จัดงานไปแล้ว 8 จังหวัด ประกอบด้วย นครราชสีมา, ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม, กาฬสินธ์, อุดรธานี, หนองคาย, ขอนแก่น และนครศรีธรรมราช โดยภายในงานฯ นอกจากลูกค้าจะได้รับประสบการณ์พิเศษในการสัมผัสยนตรกรรม The All-Electric Mazda6e กันอย่างใกล้ชิดแล้ว ยังได้รับฟังบรรยายข้อมูลผลิตภัณฑ์ พร้อมร่วมกิจกรรม Product Walk-Through จากผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรม และทีมงานที่กำกับดูแลด้านผลิตภัณฑ์รถไฟฟ้าโดยตรงจาก มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย)ฯ ได้แนะนำวิธีการใช้งานพร้อมให้รายละเอียดอย่างครบถ้วน ถือเป็นประสบการณ์สุดเอกซ์คลูซีฟที่ Mazda มุ่งมั่นใส่ใจดูแลเพื่อส่งมอบให้แก่ลูกค้า ตามปรัชญา Joy Drives Lives โดยการส่งมอบความสุขในทุกด้านให้แก่ลูกค้าทุกคน
Mazda ขยายโอกาสเพื่อเปิดให้ลูกค้าผู้สนใจจองรับสิทธิพิเศษภายใต้ "Mazda6e Premiere Package"* ประกอบด้วย ส่วนลดพิเศษ 20,000 บาท* แพคเกจบำรุงรักษารถ Electric Mazda Care นาน 10 ปี* ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดเอกซ์คลูซีฟกับ Mazda6e Premiere Experience ทั้งการทดลองขับ “Premiere Test Drive”, การเข้าร่วมงาน “Premiere Celebration Event” และสิทธิ์รับรถลอทแรก “Premiere Delivery” รวมมูลค่ารวมสูงสุดถึง 70,000 บาท* ผู้ที่สนใจชม The All-Electric Mazda6e และต้องการจองรับแพคเกจพิเศษนี้ หากไม่สะดวกเดินทางมาร่วมงานที่โชว์รูม สามารถรับชมรถแบบ 360 องศา ผ่าน Mazda Virtual Showroom พร้อมจองสิทธิ์ Mazda6e Premiere Package ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ด้วยเช่นกัน
• ชม The All-Electric Mazda6e: https://www.mazda.co.th/th/mazda6e-virtual-showroom
• จองสิทธิ์แพคเกจ: https://www.mazda.co.th/th/mazda6e-pre-register























