ข่าวจากสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ระบบสั่งงานด้วยเสียงในรถปัจจุบันมีความยุ่งยาก แม้ไม่ใช่ระบบใหม่ แต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับการใช้งานมากนัก ทั้งที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้ แต่กลับสร้างความยุ่งยากในการใช้งานมากกว่า แม้สั่งการด้วยคำสั่งเฉพาะ แต่ไม่สามารถตอบสนองคำสั่งได้ตามความต้องการ จนผู้ใช้รถเลิกใช้ระบบสั่งด้วยเสียง แล้วกลับไปใช้ปุ่มควบคุม หรือจอสัมผัสแทน
ปัญหาไม่ได้มาจากเทคโนโลยี แต่มาจากการใช้งานที่ไม่เป็นธรรมชาติ ต้องใช้คำสั่งเฉพาะ ด้วยรูปแบบคำสั่งตายตัว ไม่เหมือนการสนทนาปกติ ล่าสุด Toyota ยื่นจดสิทธิบัตรใหม่ เพื่อแก้ปัญหาด้วยการใช้ประโยคคำสั่งที่บอกความต้องการของคนขับ แทนการใช้คำสั่งเฉพาะ
เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 บริษัท Toyota ยื่นจดสิทธิบัตรไปยังสำนักงานสิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้าของสหรัฐอเมริกา ในเดือนมกราคม 2569 มีการพิมพ์เผยแพร่ “สิทธิบัตรระบบควบคุมด้วยเสียง” โดยพิจารณาภาพรวมว่า คนขับต้องการอะไร โดยไม่ต้องใช้คำสั่งเฉพาะ
หากคนขับบอกว่า “ฉันหนาว” ระบบจะพิจารณาคำสั่ง แล้วดำเนินการตามขั้นตอน ตั้งแต่ปรับเพิ่มอุณหภูมิ, ปรับความเร็วพัดลม, ปรับอุณหภูมิเบาะ, ปิดกระจก โดยไม่จำเป็นต้องสั่งทุกขั้นตอนด้วยคำสั่งเฉพาะ
สิทธิบัตรลงลึกถึงรายละเอียดของระบบ โดยตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบตัวรถ ก่อนดำเนินการตามความต้องการของคนขับ ตั้งแต่ระดับความเร็ว, สภาพรอบตัวรถ และสภาพการขับขี่ โดยให้ความสำคัญความปลอดภัยในแต่ละขั้นตอน เช่น นำรถเข้าจอด, ทัศนวิสัย หรือการใช้งานระบบขับอัตโนมัติ
ปกติการยื่นจดสิทธิบัตรจะดำเนินการเพื่อปกป้องแนวคิด ไม่ได้ยืนยันว่าแนวคิดนั้นจะถูกนำไปผลิต, ถูกใช้เป็นชื่อของระบบ, กระบวนการทำงานอาจเปลี่ยนแปลงเมื่อผลิตขึ้นจริง
ค่าย Toyota ไม่ใด้เป็นรายเดียวที่ให้ความสำคัญในระบบนี้ ค่ายรถยนต์อื่นก็พัฒนาระบบช่วยเหลือด้วยปัญญาประดิษฐ์ที่เข้าใจคำสั่งที่เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องใช้คำสั่งเฉพาะ ค่าย BMW กำลังพัฒนาระบบนี้ในรถรุ่นใหม่ ที่ใช่ระบบคำสั่งที่เป็นธรรมชาติ โดยพิจารณาสภาพแวดล้อม ที่สำคัญ คือ ต้องทำให้ระบบนี้ไม่เป็นแค่ลูกเล่น แต่ใช้งานได้จริง
จุดเด่นของระบบสั่งด้วยเสียงของ Toyota ด้วยการพิจารณาความต้องการของคนขับ แล้วระบบสั่งการอย่างเป็นขั้นตอนอย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องใช้ชุดคำสั่งจำนวนมาก สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน บริษัทผู้ผลิตต้องแสดงให้เห็นว่าระบบสั่งการด้วยเสียง สามารถใช้งานได้ง่าย และเป็นธรรมชาติ

