บทความ
"รถเก่าแลกรถใหม่" นำร่อง 1-2 หมื่นคัน

รัฐบาลเตรียมนำร่องโครงการ "รถเก่าแลกรถใหม่" โควตา 10,000-20,000 คัน ส่งเสริมการใช้รถยนต์ที่ปล่อยมลพิษต่ำ และรถยนต์ใหม่ที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศเท่านั้น ครอบคลุมทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไฮบริดHighlight
ก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีแนวคิดผลักดันมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ผ่านมาตรการ “รถเก่าแลกซื้อรถใหม่” เน้นรถไฟฟ้า EV และรถยนต์ไฮบริด (Hybrid) โดยกระทรวงการคลัง เผยว่า เศรษฐกิจไทยเปราะบางสูงต่อความผันผวนราคาพลังงานโลก เพราะพึ่งการนำเข้าน้ำมัน และแกสธรรมชาติสูง ซึ่งวิกฤตพลังงานเป็นโอกาสเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานประเทศ ซึ่งนโยบาย “รถเก่าแลกรถใหม่” เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ ที่จะช่วยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว และลดปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5
สำหรับรูปแบบการสนับสนุน คาดว่าจะเป็นการอุดหนุนเงินให้ผู้ประกอบการ เพื่อนำไปลดราคาขายรถใหม่ให้แก่ผู้ซื้อโดยตรง (รัฐบาลจะจ่ายเงินอุดหนุนผ่านค่ายรถ ทำให้ราคารถถูกลง) ขณะที่โครงการจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนแบบ “มาก่อนได้ก่อน” ในลักษณะปลายเปิด แบ่งดำเนินการเป็นหลายระยะ โดยระยะแรกคาดว่าจะจำกัดโควตาไว้ประมาณ 10,000-20,000 คัน และมีกรอบระยะเวลาดำเนินการชัดเจน เพื่อประเมินผลลัพธ์ของมาตรการก่อนพิจารณาขยายโครงการในอนาคต
สำหรับเงื่อนไขเบื้องต้นของรถใหม่ไม่จำกัดสิทธิเฉพาะ EV แต่ครอบคลุมรถยนต์ไฮบริด และพลัก-อิน ไฮบริด ที่ผสมผสานระหว่างระบบไฟฟ้า และน้ำมัน รวมถึงกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยกำหนดเกณฑ์พิจารณาหลัก 2 ข้อ คือ
1. รถยนต์ใหม่ต้องเป็นรุ่นที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ สอดคล้องกับโครงสร้างภาษีที่ยึดตามปริมาณการปล่อยคาร์บอน
2. ต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการจูงใจ และลดภาระทางการเงินให้ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการ กระทรวงการคลังเตรียมมาตรการคู่ขนาน ให้สถาบันการเงินรัฐออกแพคเกจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือในลักษณะ “สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง” มาสนับสนุนผู้ซื้อรถยนต์
“เก่าแลกใหม่” อย่าให้เป็น “รถคันแรก” ซีซัน 2
โจทย์สำคัญที่กำลังพิจารณา คือ งบประมาณดำเนินการ กำหนดอายุการใช้งานของรถยนต์คันเก่าที่จะเข้าเกณฑ์ การขยายขอบเขตสิทธิ์ให้ครอบคลุมกลุ่มรถกระบะด้วยหรือไม่ ตลอดจนการวางระบบบริหารจัดการซากรถยนต์เก่าที่รับแลกในโครงการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ


