ธุรกิจ
PTG โชว์ผลดำเนินงานไตรมาสแรก เติบโตมากกว่า 80 %

PTG โชว์ฟอร์ม ! Q1/69 พอร์ท Non-Oil แข็งแกร่ง กำไรขั้นต้นโต 6.1 % YoY-กาแฟพันธุ์ไทยขยายสาขาแตะ 2.3 พันสาขา ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันโต 5.2 % YoYHighlight
บมจ. พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ธุรกิจ Non-Oil เติบโตต่อเนื่อง รับแรงหนุนจากธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยที่รายได้ และกำไรขั้นต้นเติบโตมากกว่า 80 % YoY จากการขยายสาขาแตะจำนวน 2,308 สาขา และการเพิ่มขึ้นของยอดขายจากสาขาเดิมผ่านสมาชิกบัตร PT Max Card และ PT Max Card Plus รวมถึงการพัฒนาแบรนด์ในเชิงคุณภาพ ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางเติบโต 5.2 % YoY หนุนอัตรากำไรขั้นต้นเติบโต 6.1 % YoY ตอกย้ำปี 2569 คงเป้ารายได้ธุรกิจ Non-Oil เติบโต 30-40 % YoY และรักษาสัดส่วนกำไรขั้นต้นธุรกิจ Non-Oil อยู่ที่ระดับ 40-45 % ผ่านการบริหารพอร์ทธุรกิจ การควบคุมต้นทุน และค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
พิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 (สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569) มีผลขาดทุนสุทธิ 174 ล้านบาท เทียบ YoY ที่มีกำไรสุทธิ 186 ล้านบาท หรือขาดทุน 194 % YoY ขณะที่ผลขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้เป็นเจ้าของบริษัทใหญเท่ากับ 205 ล้านบาท เทียบ YoY ที่มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้เป็นเจ้าของบริษัทใหญ่ 190 ล้านบาท พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน 208.1 % YoY และ 165.3 % QoQ สาเหตุหลักมาจากธุรกิจ Oil ที่มีกำไรขั้นต้นลดลง 15.9 % YoY และ 19.2 % QoQ เป็น 2,267 ล้านบาท จากความไม่สอดคล้องในเชิงเวลาระหว่างต้นทุนน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาตลาดโลกจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ในตะวันออกกลาง รวมถึงการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันในประเทศ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นต่อลิตรลดลง 20.1 % YoY และ 20.3 % QoQ ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางเติบโต 5.2 % YoY และ 1.5 % QoQ สู่ระดับ 1,753 ล้านลิตร จากความต้องการใช้น้ำมันที่เร่งตัวขึ้นกว่าปกติในช่วงเดือนมีนาคม ขณะที่สัดส่วนอัตรากำไรขั้นต้นเติบโต 6.1 % YoY
ส่วนรายได้จากการขาย และการให้บริการในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 56,832 ล้านบาท ลดลง 1.0 % YoY แต่เพิ่มขึ้น 0.2 % QoQ มีสาเหตุหลักมาจากรายได้จากการขาย และการให้บริการธุรกิจ Oil มีจำนวน 50,312 ล้านบาท ลดลง 3.4 % YoY เป็นผลจากราคาค้าปลีกน้ำมันเฉลี่ยหน้าสถานีบริการที่ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม รายได้ธุรกิจ Oil ฟื้นตัวได้ 0.3 % QoQ จากปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางที่เพิ่มขึ้น 1.5 % QoQ
ทั้งนี้ ผลจากต้นทุนคงที่ที่สูงขึ้นตามการขยายสาขา ประกอบกับแรงกดดันต่อกำไรดำเนินงานจากความผันผวนของธุรกิจ Oil ส่งผลให้กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ลดลง 15.0 % YoY และ 35.3 % QoQ เป็น 1,281 ล้านบาท
"ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 สะท้อนแรงกดดันจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคม ที่เศรษฐกิจเริ่มเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ และราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ กระทบต่อต้นทุนพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในหลายภาคส่วน ขณะที่ภาคธุรกิจ และกำลังซื้อภายในประเทศยังฟื้นตัวได้อย่างจำกัดภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน"
ยังคงเติบโตแข็งแกร่ง โดยมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 50.6 % YoY และ 5.7 % QoQ สู่ระดับ 2,001 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากธุรกิจอาหาร และเครื่องดื่มอย่างกาแฟพันธุ์ไทย ที่มีการเติบโตของรายได้ และกำไรขั้นต้นมากกว่า 80 % YoY จากการขยายสาขา และการเพิ่มขึ้นของยอดขายจากสาขาเดิม (Same-Store-Sales Growth: SSSG) ส่งผลให้สัดส่วนกำไรขั้นต้นจาก Non-Oil ขยับขึ้นสู่ระดับ 46.9 % ของกำไรขั้นต้นรวม สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่ต่อเนื่องของบริษัทฯ สู่พอร์ทธุรกิจที่มีความสมดุล และยืดหยุ่นต่อความผันผวนของตลาดพลังงานมากยิ่งขึ้น
ส่วนรายได้จากการขาย และการให้บริการธุรกิจ Non-Oil ในไตรมาส 1/2569 มีจำนวน 6,520 ล้านบาท เติบโต 22.1 % YoY แต่ลดลงเล็กน้อย 0.9 % QoQ ซึ่งมาจากธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทย โดยมีรายได้จากการขาย และการให้บริการอยู่ที่ 1,766 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 84.1 % YoY และ 8.8 % QoQ ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพัฒนาแบรนด์ในเชิงคุณภาพ โดยจำนวนสาขากาแฟพันธุ์ไทย ณ สิ้นไตรมาส มีจำนวนสาขาอยู่ที่ 2,308 สาขา เพิ่มขึ้น 56.4 % YoY หรือคิดเป็น 832 สาขา เทียบเท่ากับอัตราการขยายสาขามากกว่า 2 สาขา/วัน และเพิ่มขึ้น 7.3 % QoQ หรือ 157 สาขา
มีรายได้ 2,683 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3 % YoY และ 1.3 % QoQ ได้รับแรงสนับสนุนหลักจากปริมาณการจำหน่ายแกส LPG ที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเติบโต 2.9 % YoY และ 1.5 % QoQ เป็น 109 ล้านกิโลกรัม โดยเฉพาะกลุ่มแกส LPG ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น 10.7 % YoY และ 2.0 % QoQ เป็น 26 ล้านกิโลกรัม ตามจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี กำไรขั้นต้นจากธุรกิจ Non-Oil คิดเป็นสัดส่วน 46.9 % ของกำไรขั้นต้นรวม โดยแบ่งเป็น กำไรขั้นต้นจากธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทย 22.5 % ธุรกิจแกส LPG 9.5 % และธุรกิจอื่นๆ อีก 14.9 % อาทิ ธุรกิจน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ Max Mart ธุรกิจศูนย์บริการซ่อมแซม และบำรุงรักษารถยนต์ Autobacs ธุรกิจร้านอาหาร Subway และธุรกิจน้ำมันเครื่อง Maxnitron เป็นต้น
ปี 2569 บริษัทฯ ยังคงเป้ารายได้ธุรกิจ Non-Oil เติบโต 30-40 % YoY และรักษาสัดส่วนกำไรขั้นต้นธุรกิจ Non-Oil ให้อยู่ที่ระดับ 40-45 % ผ่านการบริหารพอร์ทธุรกิจ การควบคุมต้นทุน และค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ส่วนธุรกิจ Oil ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสร้างกระแสเงินสด และเสถียรภาพให้แก่กลุ่มบริษัท แม้ในช่วงไตรมาส 1/2569 ธุรกิจพลังงานจะเผชิญกับความผันผวนของราคาน้ำมันโลกจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อทิศทางราคาพลังงานในประเทศ และสภาวะการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน โดยบริษัทฯ ยังคงเป้าหมายปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางในปี 2569 ตามเป้าที่ระดับ 3-5 % YoY แม้อยู่ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจ และตลาดพลังงานที่ยังมีความผันผวน
บริษัทฯ ยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้โครงสร้างกลยุทธ์ "Powering Thai Lives: Everywhere · Everyday · Everyone" อย่างต่อเนื่อง ผ่านการเชื่อมโยงธุรกิจ Oil และ Non-Oil ภายใต้ฐานสมสชิก PT Max Card กว่า 25 ล้านราย เพื่อเพิ่มความถี่การใช้บริการ และมูลค่าต่อลูกค้าภายในระบบนิเวศ Max World พร้อมมุ่งเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพ และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงดำเนินต่อไป
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกมิติของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเดินทาง อาหาร และเครื่องดื่ม ไปจนถึงบริการด้านยานยนต์ และพลังงานสะอาด ภายใต้วิสัยทัศน์ "อยู่ดี มีสุข" ที่สะท้อนความตั้งใจของบริษัทฯ ในการเป็นส่วนหนึ่งของทุกช่วงเวลาในชีวิตของผู้บริโภคอย่างยั่งยืน


