ทดลองขับ
Ford Ranger Wildtrak-X 3.0L V6 DBL 4x4 หรือจะเรียกว่า Stormtrak 3.0 ดี
Ford Ranger Wildtrak-X 3.0L V6 DBL 4x4 คือ Wildtrak 3.0L V6 DBL 4x4 ที่รวมจุดเด่นของ Stormtrak เอาไว้ในรถคันเดียว โดยเน้นความแกร่งแบบ High-performance ที่เข้าใกล้ตระกูล Raptor มากขึ้น แต่ยังคงความอเนกประสงค์ในการบรรทุกและการใช้งานในชีวิตประจำวัน
Ford Ranger Wildtrak-X 3.0L V6 DBL 4x4
รูปลักษณ์ภายนอกของ Ford Ranger Wildtrak-X ถูกออกแบบมาเพื่อลบภาพลักษณ์กระบะสายหรู-อเนกประสงค์ของ Wildtrak ทั่วไป แล้วเปลี่ยนให้กลายเป็นกระบะ "สายลุย Hardcore" ที่ดูดุดันและพร้อมออฟโรดเต็มพิกัด (อารมณ์น้องๆ Raptor)
Wildtrak-X ต่างจาก Wildtrak ทั่วไป และส่วนที่แชร์ดีไซน์ร่วมกับรุ่น Stormtrak
จุดที่ Wildtrak-X "ต่าง" จาก Wildtrak ทั่วไป
เมื่อมองจากภายนอก Wildtrak-X จะมีความกว้างและสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงมีพาร์ทเสริมที่พร้อมลุยมากกว่า
- ไฟส่องสว่างเสริมในกระจังหน้า (Auxiliary LED Lights) มีไฟ LED ดวงเล็ก 3 ดวง ฝังอยู่ในกระจังหน้าสีดำเงา (Asphalt Black) ต่างจาก Wildtrak ทั่วไป ที่มีแถบเส้นสีส้ม คาดกลาง
-
มิติตัวถังและช่วงล่าง (Stance) มีการขยายความกว้างของฐานล้อ (Track Width) เพิ่มขึ้นอีก 30 มม. ทำให้ล้อยื่นออกมาดูเต็มซุ้มล้อมากขึ้น
-
ความสูงใต้ท้องรถ (Ground Clearance) เพิ่มขึ้นอีก 26 มม. จากอานิสงส์ของชุดโช้คอัพ Bilstein และยางออฟโรด
-
-
ล้อและยางสายลุย: เปลี่ยนจากล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วของ Wildtrak ทั่วไป มาใช้ล้อขนาด 17 นิ้วสีดำดุดัน รัดด้วยยาง All-Terrain (A/T) แก้มหนา ดอกหนา พร้อมลุย
-
พาร์ทป้องกันตัวถัง: * แผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถด้านหน้า (Steel Bash Plate) แข็งแกร่งสไตล์รถแข่งทะเลทราย
-
คิ้วขอบล้อ (Wheel Arch Extensions) ขนาดใหญ่สีดำ Asphalt Black
-
บันไดข้างแบบออฟโรดทำจากอลูมิเนียมหล่อ (Cast Aluminium Side Steps) ที่ทนทานต่อการกระแทกและยึดเกาะเท้าได้ดีกว่าบันไดพลาสติกของ Wildtrak ทั่วไป
-
-
โลโก้และสัญลักษณ์: มีตัวหนังสือคำว่า "RANGER" แปะเด่นหราอยู่ที่ขอบฝากระโปรงหน้า และโลโก้ Wildtrak-X แบบ 3 มิติบริเวณประตูหน้าและฝาท้าย
ส่วนที่ Wildtrak-X "เหมือน" หรือ "หยิบมาจาก" Stormtrak
แม้ว่า Wildtrak-X จะเน้นสายลุยป่า ส่วน Stormtrak จะเน้นสายสปอร์ตตัวท็อปในเมือง แต่ Ford ก็ได้แชร์นวัตกรรมภายนอกชิ้นสำคัญร่วมกัน
- ระบบราวหลังคาและสปอร์ตบาร์อัจฉริยะ (Flexible Rack System) นี่คือจุดที่เหมือนกันที่สุดครับ ทั้ง Wildtrak-X และ Stormtrak จะได้ชุดสปอร์ตบาร์ด้านหลังที่สามารถเลื่อนสไลด์ปรับตำแหน่งได้ (Flexible Sports Bar) ทำงานร่วมกับราวหลังคาที่พับกางออกด้านข้างได้ ช่วยให้ขนเซิร์ฟบอร์ด, เรือคายัค หรือเต็นท์หลังคารถได้สะดวกมาก (Wildtrak ทั่วไปจะเป็นสปอร์ตบาร์แบบยึดตายตัว เลื่อนไม่ได้)
- กระจังหน้าโครงสร้างเดียวกัน หน้ากากของกระจังหน้าที่มีช่องสำหรับฝังไฟ Auxiliary LED เป็นบล็อกดีไซน์ที่พัฒนามาในทิศทางเดียวกัน (แต่ Stormtrak จะใช้ตกแต่งด้วยสีแดง ส่วน Wildtrak-X จะใช้ตกแต่งด้วยสีส้ม)
- ไฟหน้า Matrix LED ทั้ง Wildtrak-X และ Stormtrak ได้อัปเกรดมาใช้ไฟหน้าอัจฉริยะ Matrix LED ที่หักเหแสงและหลบหลีกรถสวนทางได้อัตโนมัติ (ในขณะที่ Wildtrak รุ่นเริ่มต้นมักจะได้เป็นแค่ LED รีเฟล็กเตอร์ธรรมดา)
สรุปสั้นๆ Wildtrak-X รวบรวมจุดเด่นของ Stormtrak มาไว้บน Wildtrak 3.0L V6
- Wildtrak ปกติ หล่อ เข้ม สไตล์คนเมืองขับได้ ลุยป่าขำๆ ได้
- Stormtrak อัปเกรดความพรีเมียมจาก Wildtrak เน้นชุดแต่งสีดำ-แดง ดูล้ำสมัย เท่ สปอร์ต เหมาะกับสายขนอุปกรณ์ทำกิจกรรม (Lifestyle)
- Wildtrak-X: เอาฟังก์ชันขนของเทพๆ ของ Stormtrak มาผสม แล้วจับยกสูง ขยายฐานล้อ ใส่ล้อ 17 ยางหนา โช้ค Bilstein กลายเป็น "เสือป่าขาลุย" ที่ดุดันที่สุดในตระกูล Wildtrak
นอกจากกระจังหน้าดีไซน์พิเศษเฉพาะรุ่น Wildtrak แล้ว Wildtrak-X ยังมาพร้อมไฟ AUX Lamp และตัวอักษร RANGER สีดำเงาเป็นเอกลักษณ์
ภายใน Wildtrak-X หรูกว่า Wildtrak
ห้องโดยสารภายในของทั้ง 3 รุ่นมีโครงสร้างพื้นฐาน หน้าจอขนาดใหญ่ และปุ่มกดต่างๆ ในตำแหน่งเดียวกันครับ แต่สิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนคือ "ธีมสี การตกแต่ง วัสดุที่เลือกใช้ และความพรีเมียมของออปชั่นบางรายการ" ซึ่งแยกบุคลิกของแต่ละรุ่นออกเป็น 3 สไตล์ดังนี้ครับ:

Ford Ranger Wildtrak (รุ่นมาตรฐาน) - เน้นเรียบหรู ดูสปอร์ตแบบสุขุม
ภายในของ Wildtrak ทั่วไปจะเน้นความดุดันสลับกับความสปอร์ตที่คุ้นเคยกันดี
-
โทนสีและการตกแต่ง คอนโซลและเพดานใช้โทนสีดำ ตัวเบาะนั่งหุ้มด้วยหนังแท้สลับหนังสังเคราะห์
-
งานเดินด้าย ใช้ ด้ายสีส้ม (Cyber Orange) เดินตะเข็บทั่วห้องโดยสาร ทั้งบนเบาะ พวงมาลัย คอนโซล และหัวเกียร์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของ Wildtrak
-
หน้าจอ หน้าจอแสดงผลผู้ขับขี่ขนาด 8 นิ้ว และหน้าจอกลางแนวตั้งขนาด 12 นิ้วระบบ SYNC® 4A

Ford Ranger Wildtrak-X - เน้นอารมณ์สายลุย ออฟโรดพรีเมียม (สไตล์ใกล้เคียง Raptor)
ภายในของ Wildtrak-X ถูกปรับเปลี่ยนวัสดุให้มีความหรูหราแบบสมบุกสมบันมากขึ้น เพื่อรองรับกิจกรรมเอาท์ดอร์:
-
เบาะนั่งและวัสดุ Suede: จุดต่างสำคัญคือตัวเบาะจะหุ้มด้วยหนังเกรดพรีเมียม สลับกับ หนังกลับ (Miko Suede) บริเวณพนักพิงและปีกเบาะ ช่วยให้สัมผัสนุ่มนวลและกระชับตัวได้ดีกว่าเวลาขับรถลุยทางวิบาก พร้อมปักโลโก้ "Wildtrak" บนพนักพิง
-
วัสดุ Terra Suede บนคอนโซล: แผงคอนโซลหน้าและแผงประตูถูกบุด้วยวัสดุหนังกลับตบแต่งเพิ่มเติม ทำให้ดูมีมิติและพรีเมียมกว่า Wildtrak ปกติที่เป็นพลาสติกหรือหนังเรียบ
-
งานเดินด้าย: ยังคงใช้ ด้ายสีส้ม Cyber Orange เหมือนรุ่น Wildtrak เพื่อรักษาเอกลักษณ์ แต่มีลวดลายการเย็บ (Stitching) บนตัวเบาะที่ดูทึบและแข็งแกร่งกว่า
-
ปุ่มควบคุมและโหมดลุย: บนคอนโซลเกียร์จะมีปุ่มเปิด-ปิดระบบช่วยเหลือออฟโรดเฉพาะตัวเพิ่มเข้ามา เช่น ปุ่มเปิดระบบช่วยเลี้ยวในทางแคบ (Trail Turn Assist)

เบาะฝั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง ในขณะที่ฝั่งผู้โดยสารเป็นปรับมือ
ตัวเบาะจะหุ้มด้วยหนังเกรดพรีเมียม สลับกับ หนังกลับ บริเวณพนักพิงและปีกเบาะ

เกียร์ไฟฟ้า E-Shifter: มาพร้อมหัวเกียร์ไฟฟ้าขนาดกะทัดรัด ดีไซน์ล้ำสมัยสไตล์รถยุโรป
สรุปความต่างของห้องโดยสาร
-
เบาะ Wildtrak-X มีหนังกลับ (Suede) ฟีลลิ่งลุยๆ หรูๆ เหมือนรถแข่ง สัมผัสนุ่มและกระชับตัวเวลารูดผ่านทางขรุขระ

จุดเด่นของ Wildtrak-X 3.0L V6 (เทียบกับรุ่น 2.0 Bi-Turbo)
สิ่งที่ทำให้รุ่น V6 โดดเด่นขึ้นมาไม่ได้มีแค่เครื่องยนต์ที่ใหญ่ขึ้น แต่คือ "บุคลิก" การขับขี่ที่เปลี่ยนไป
-
เครื่องยนต์ V6 3.0L Diesel ให้กำลังสูงสุด 250 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลที่ 600 นิวตันเมตร (มากกว่ารุ่น 2.0 ลิตร ถึง 40 แรงม้า และ 100 นิวตันเมตร) การตอบสนองช่วงออกตัวและเร่งแซงจะเนียนและหนักแน่นกว่า ไม่รู้สึกเหนื่อยเหมือนเครื่องยนต์เล็กที่ต้องเค้นเทอร์โบ
-
ระบบขับเคลื่อน 4A-4WD นี่คือ "ทีเด็ด" รุ่นนี้มีโหมด 4A (4-Wheel Drive Auto) ที่ช่วยกระจายกำลังหน้า-หลังแบบอัตโนมัติบนถนนลาดยาง (คล้ายระบบ AWD) ช่วยให้เข้าโค้งมั่นใจขึ้นมากและขับขี่ในเมืองได้ปลอดภัยกว่าระบบ 4WD Part-time ทั่วไป
-
ช่วงล่างที่พิเศษขึ้น Wildtrak-X มักมาพร้อมกับการปรับจูนช่วงล่างใหม่ (เช่น โชคอัพ Bilstein /ปรับระยะฐานล้อให้กว้างขึ้น) ทำให้ซับแรงกระแทกได้ดีกว่า Wildtrak รุ่นมาตรฐานที่เน้นความแข็ง
-
เทคโนโลยีช่วยลุย มีระบบ Trail Turn Assist ช่วยให้วงเลี้ยวแคบลงขณะลุยทางฝุ่น และ Trail Control (Cruise Control สำหรับความเร็วต่ำขณะออฟโรด)
| Ford | Wildtrak 2.0L Bi-Turbo 4x4 | Wildtrak-X 3.0L V6 4x4 |
| พละกำลัง | 210 แรงม้า / 500 นิวตันเมตร | 250 แรงม้า / 600 นิวตันเมตร |
| ระบบขับเคลื่อน | 4WD Part-time (2H, 4H, 4L) | 4WD Full-time (เพิ่มโหมด 4A) |
| ความรู้สึกขับขี่ | คล่องตัว เร่งแซงต้องรอรอบบ้าง | สุขุม ทรงพลัง นิ่งและเงียบกว่า |
| การกินน้ำมัน | ประหยัดกว่า (ประมาณ 11-13 กม./ลิตร) | กินน้ำมันกว่า (ประมาณ 9-10 กม./ลิตร) |
| ภาษีรายปี | ถูกกว่า (ตามความจุ 2,000 cc) | แพงกว่าพอสมควร (ตามความจุ 3,000 cc) |
เปรียบเทียบกับคู่แข่งในตลาด
ในตลาดกระบะไทย Wildtrak-X 3.0L V6 แทบจะ "ไร้คู่แข่งโดยตรง" ในด้านสมรรถนะเครื่องยนต์ดีเซลบล็อกใหญ่ แต่ถ้าเทียบในระดับตัวท็อปของค่ายอื่น
-
Toyota Hilux Travo Double Cab 4TREX Overland (2.8L)
ศูนย์บริการเยอะ ราคาขายต่อดี เครื่องยนต์ 204 แรงม้าถือว่าแรงในกลุ่ม 4 สูบ แต่เทคโนโลยีขับเคลื่อนยังเป็น 4WD แบบเดิม และเครื่องยนต์ 4 สูบยังให้ความสมูทไม่ได้เท่า V6 ของ Ford
-
Isuzu V-Cross 4x4 (3.0L)
ความทนทาน และความประหยัดน้ำมันที่เป็นเลิศ แต่แรงม้า (190 แรงม้า) และออปชั่นความปลอดภัย/ความบันเทิงสู้ Ford ไม่ได้เลย เหมาะกับคนเน้นใช้งานยาวๆ ไม่เน้นซิ่ง
-
Mitsubishi Triton Ultra (2.4L Bi-Turbo)
ช่วงล่าง Super Select 4WD II ที่มีโหมด 4H ขับบนถนนลาดยางได้เหมือน Ford (แต่ Ford 4A ทำงานฉลาดกว่า) แต่พละกำลังยังห่างจาก V6 อยู่มาก
สรุป: เหมาะกับใคร?
ถ้าอยากได้รถกระบะที่ "สุดทาง" ในสายดีเซล ขับทางไกลแล้วไม่เหนื่อย ชอบความรู้สึกของเครื่องยนต์ที่มีกำลังสำรองเหลือเฟือ และต้องการระบบขับเคลื่อนที่อัจฉริยะกว่ากระบะทั่วไป Wildtrak-X 3.0L V6 คือคำตอบ ด้วยราคา 1,469,000 บาท
แต่ถ้าติดเรื่องค่าน้ำมัน ภาษีรายปี หรือเน้นขับในเมืองเป็นหลัก และพอใจกับการใช้งานทั่วไป ก็กลับไปเลือก รุ่น 2.0 Bi-Turbo น่าจะเหมาะกว่า










