รอบรู้เรื่องรถ
NIO รถไฟฟ้าจีนที่น่าจับตา (ตอน 2)
ก่อนที่จะเล่าความพิเศษหลายด้านของบริษัทนี้ เรามาดูรถรุ่นยอดนิยมประเภทเอสยูวีของ NIO (นีโอ) กันก่อนครับ ซึ่งก็คือรุ่น ES8 (อีเอส 8) แล้วตามด้วยรุ่น ET9 (อีที 9) ที่อยู่ในระดับสุดหรูประเภทรถเก๋ง
ES8 เป็นรถเอสยูวีขนาดใหญ่ ระดับความยาวของตัวรถ 5.28 เมตร มุมมองที่สวยที่สุด คือ เมื่อมองจากด้านข้างของตัวรถ รูปทรง และเส้นสาย ให้ความหรูหรา และสวยงาม โดยที่ไม่ต้องลักลอบเลียนแบบรถประเภทเดียวกันที่ขายดี ไม่ว่าจะผลิตจากประเทศไหนทั้งสิ้นครับ ที่นั่ง 3 แถว รวมคนขับ 6 ที่นั่ง ด้วยเก้าอี้เฉพาะตัว ที่เน้นความสบายเต็มที่ตลอดการเดินทาง แค่เพียงผู้ขับเดินเกือบถึงตัวรถ ก็จะได้รับการต้อนรับด้วยแสงอำนวยความสะดวก ที่ถูกส่องลงสู่พื้น พร้อมกันนี้ ตัวรถจะลดระดับลงทันที ด้วยช่วงล่างอัตโนมัติแบบถุงลม เพื่อให้สามารถก้าวขึ้นรถได้อย่างสะดวก และไม่ว่าจะกวาดสายตาไปยังจุดไหนของห้องโดยสาร จะพบแต่การออกแบบ ที่บ่งบอกถึงรสนิยมระดับสูง เสมือนเป็นรถจากทวีปยุโรป ไม่มีคราบไคลของประเทศผู้ผลิต ที่จะให้คนไทยประเภท “หลังเขา” สามารถหาเรื่องติเตียน เย้ยหยัน ดูหมิ่น ได้แม้แต่จุดเดียว
วัสดุทุกอย่างถูกคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน โทนสีของแสงส่องสว่างภายในห้องโดยสาร ให้ความแตกต่างอย่างละเอียดได้ถึง 16 ล้านสี เก้าอี้ผู้โดยสารด้านหน้า ปรับได้ 32 แบบ รวมทั้งท่าเอนนอนที่ผ่อนคลายที่สุด คือ ท่าที่เราจะไม่ต้องถูกยืดกล้ามเนื้อส่วนใดเลย (ต่างจากท่านอนราบ ที่พวกเราหลงเชื่อกันว่า เป็นท่าที่ผ่อนคลายที่สุด) ซึ่งเป็นท่าที่มีชื่อเรียกว่าท่า “ไร้แรงโน้มถ่วง” หรือ ZERO GRAVITY ซึ่งก็คือท่าของมนุษย์อวกาศ ที่ปล่อยตัวตามสบายขณะหลับนั่นเองครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราได้นอนในท่านี้บนโลก ด้วยเก้าอี้ที่รองรับตัวของเราในท่านี้ ก็จะผ่อนคลายได้อย่างดีที่สุดเช่นเดียวกัน
สิ่งที่ผู้โดยสารแถวหน้าต้องทำ ก็เพียงแค่แตะหน้าจอครั้งเดียว ให้ระบบอัตโนมัติจัดท่านี้ให้ และไม่ต้องกลัวว่าแสงภายนอกห้องโดยสาร จะรบกวนการนอน เพราะ ES8 ใช้กระจกด้านข้างแบบปรับความเข้มด้วยกระแสไฟฟ้า สามารถปรับความเข้มในการกรองแสงได้ 4 ระดับ หมดปัญหา “โลกแตก” ที่แก้ไม่ได้ ในการเลือกฟีล์มกรองแสงให้เหมาะสม และถูกใจทั้งกลางวัน และกลางคืน พวกเรามักจะคุ้นเคยกับ “ตู้เย็น” ที่มักจะเย็นแบบ “พอเป็นพิธี” หวังอะไรจริงจังนักไม่ได้ แต่ไม่ใช่ใน NIO ES8 นี่นะครับ เพราะแค่จะเรียกว่าตู้เย็น ก็ยังไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากมันสามารถปรับอุณหภูมิได้ตั้งแต่ -2 ไปจนถึง 55 องศาเซลเซียส คือ เป็นได้ทั้งตู้เย็น (ระดับทำน้ำแข็งได้ แม้จะต้องรอนานหน่อย) และ “ตู้อุ่น” ที่ใช้รักษาความร้อนของอาหารได้ด้วย เห็นตัวเลขแค่ 55 องศาเซลเซียสนี่แล้ว อย่านึกว่าคงไม่พอนะครับ เพราะผิวหนังคนปกติทั่วไป จะทนความร้อนขณะนี้ไม่ไหวแล้ว ลองหาโอกาสเอานิ้วจุ่มน้ำอุณหภูมินี้ดูครับ แล้วจะเข้าใจ ว่าบริษัท NIO คิดรายละเอียดเรื่องนี้มาอย่างครบถ้วน ไม่ต้องกลัวว่าอาหารที่แช่ไว้ จะไม่ร้อนพอเมื่อจะรับประทาน และปริมาตรของตู้นี้ ก็ไม่ใช่ขนาดจิ๋วแบบ “พอเป็นพิธี” อย่างในรถหลายรุ่น ที่พวกเรารู้จัก เพราะจุได้ถึงเกือบ 9 ลิตร
ส่วนปริมาตรที่ใช้วางสัมภาระอย่างเต็มที่ คือ เมื่อพับเก้าอี้แถวหลัง รวมกับที่ใส่สัมภาระหน้ารถ (ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบของรถไฟฟ้า) จุถึง 777 ลิตร (ผมว่าตอนวัดค่านี้ อาจจะยอมให้ขาด หรือเกินไป 2 หรือ 3 ลิตร เพื่อให้ได้ “เลขสวย”) ถ้าผู้โดยสารต้องการดูภาพยนตร์ หรือเล่นเกม NIO ให้จอภาพขนาดใหญ่ถึง 21.4 นิ้ว แบบพับเก็บได้มาด้วย พร้อมระบบเสียงคุณภาพสูง ด้วยลำโพง 27 ชิ้น ในระบบ DOLBY ATMOS และ DIRAC PRO อีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะเป็นเอกลักษณ์ของรถจาก NIO ทุกคัน คือ NOMI “เพื่อนคู่ใจ” อันชาญฉลาด ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ ที่จะช่วยแก้ปัญหา รับคำสั่งที่เกี่ยวกับการใช้งานระบบต่างๆ ของรถ เป็นเพื่อนคุยแก้เหงา ตอบปัญหาทั่วไป เล่นเกมกับเด็ก ด้วยถ้อยคำในภาษาทางการ ของประเทศที่ NIO ส่งรถนั่นไปขาย
ระบบความปลอดภัยของ ES8 ให้มาอย่างครบครัน แม้กระทั่งระบบเบรคฉุกเฉินอัตโนมัติ ป้องกันการชนท้ายรถคันหน้า กรณีที่ผู้ขับผิดพลาด หรือประมาท ระบบป้องกันน้ำเข้าถึงแบทเตอรี เมื่อจำเป็นต้องลุยน้ำลึก ES8 ผ่านการทดสอบการชนที่ 100 กม./ชม. ในทุกหัวข้อ ด้วยตัวถังที่ใช้ทั้งเหล็กกล้า และอลูมิเนียม ในแต่ละตำแหน่งตามความเหมาะสม เพื่อให้ได้ตัวรถที่แกร่ง แต่ไม่มีน้ำหนักส่วนเกินที่ไม่จำเป็น
ระบบไฟส่องสว่างแบบ HDPL (HIGH-DEFINITION PROJECTION LIGHTS) หรือระบบปรับลำแสงอย่างละเอียดเป็นพิเศษ ที่สามารถปรับลำแสงให้เหมาะกับสภาพของถนนด้านหน้า และสัมพันธ์กับความเร็วของรถ โดยการคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์ ไฟหน้าในโหมดไฟสูง สามารถส่องสว่างได้ไกลถึง 550 เมตร ระบบขับเคลื่อนใช้มอเตอร์ 2 ชุด ให้กำลังสุทธิ 707 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 700 นิวทันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.9 วินาที ระยะทางที่ใช้งานได้ เมื่อใช้แบทเตอรีความจุ 150 กิโลวัตต์ชั่วโมง คือ 900 กม. แม้ผู้ซื้อจะเลือกแค่แบทเตอรีขนาด 102 กิโลวัตต์ชั่วโมง ก็ยังใช้งานได้ถึง 635 กม. สามารถชาร์จกระแสไฟฟ้าแบบเร่งด่วน ในเวลาเพียงแค่ 10 นาที เพื่อให้ใช้งานต่อได้อีก 280 กม. ที่ผมบรรยายมาทั้งหมด นี่ยังไม่ถึง 20 % ของคุณสมบัติของรถรุ่นนี้เลยนะครับ
มาดูรุ่น ET9 ซึ่งเป็นรถเก๋งหรูระดับโลกกันบ้างครับ ด้วยตัวรถที่ยาวถึง 5.325 เมตร ไม่ใช่เพียงเพื่อความสบายของผู้โดยสาร แต่ยังเพื่อความหรูหรา สง่า เมื่อมองจากภายนอกด้วย ความกว้างของตัวรถ 2.02 เมตร ก็อยู่ในระดับเหนือคู่แข่งทุกราย ความหรูหรา และความสะดวกสบาย เริ่มตั้งแต่ประตูด้านคนขับ และคนนั่งด้านหลังฝั่งตรงข้ามกับคนขับ ที่เปิดอ้าต้อนรับแบบอัตโนมัติ ทันทีที่ผู้ขับ หรือผู้โดยสาร มาถึงระยะที่เหมาะสม พร้อมกับแสงไฟส่องพื้น ที่คลี่บานตามมุมที่ประตูอ้า สวยงามอย่างน่าทึ่ง ไม่ต่างจากการคลี่พัด พร้อมกับการลดระดับของตัวรถลงถึง 5 เซนติเมตร พร้อมไปกับการย่อลงของเบาะนั่ง ให้อยู่ที่ระดับความสูงจากพื้น 63.8 เซนติเมตร ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยที่ได้จากงานวิจัย ว่าเป็นความสูงที่ช่วยให้การก้าวขึ้นนั่งสะดวก และสบายที่สุด ที่นั่ง ชิ้นส่วน และอุปกรณ์ต่างๆ ภายในห้องโดยสาร ให้ความสะดวก และหรูหรา อย่างที่คนที่ไม่คุ้นกับรถระดับนี้ จะต้องตะลึง
ผมไม่มีเนื้อที่เพียงพอที่จะบรรยายรายละเอียดครับ จึงขอเน้นไปที่สิ่งซึ่งเป็น “หนึ่งเดียวในโลก” ของรถรุ่นนี้ ซึ่งก็คือระบบรองรับอัจฉริยะ แบบ ACTIVE SUSPENSION ในชื่อ SKY RIDE ซึ่งทำงานด้วยระบบไฮดรอลิค ผสานกับแม่เหล็กไฟฟ้า ควบคุมด้วยการประมวลผลโดยชิพ (CHIP) ที่มีความเร็วในการตอบสนอง ระดับไม่ถึงหนึ่งในร้อยของวินาที ตัวอย่างเช่น เมื่อล้อเคลื่อนมาทับหลุม ถ้าเป็นช่วงล่างแบบดั้งเดิม ที่ใช้สปริงควบคู่กับแดมเพอร์ ล้อจะกลิ้งลงไปในหลุม พร้อมกับพาตัวรถที่มุมนั้นลงไปด้วย
แต่ในกรณีของ NIO ET9 เซนเซอร์จะรับรู้สภาพของหลุมในทันที และดันให้ล้อเคลื่อนตัวลง ตามรูปทรงของหลุมอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้อง “รอ” ให้ล้อถูกกดลงหลุมด้วยน้ำหนักของรถ ตัวรถจึงยังคงอยู่ในระดับเดิม เสมือนไม่ได้แล่นผ่านหลุมแต่อย่างใดเลย และหากล้อทับส่วนที่นูนสูงกว่าผิวถนนแบบทันทีทันใด ระบบนี้ก็จะทำงานในทิศตรงกันข้าม อย่างรวดเร็วเกินจินตนาการของเราเช่นเดียวกันครับ ตัวอย่างเช่น แทนที่จะรอให้ล้อทับก้อนหิน และเคลื่อนที่ขึ้นในแนวดิ่ง พร้อมกับการดันตัวรถ โดยส่งแรงผ่านสปริง และแดมเพอร์ จนตัวรถ “กระดอน” ขึ้น ระบบ SKY RIDE (ที่พัฒนาโดยบริษัท CLEAR MOTION ในสหรัฐอเมริกา และ NIO เข้าร่วมทุนในการพัฒนา เพื่อต้องการครอบครองเทคโนโลยีชั้นสูงนี้ ก่อนคู่แข่งรายอื่น) จะ “ดึง” ล้อขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามรูปทรงของสิ่งกีดขวาง หน้ายางจึงยังคงมีแรงกดต่อผิวถนน อยู่อย่างเพียงพอ คำพูดที่พวกเราเคยได้ยิน หรือได้อ่านมา ในการเปรียบเทียบ “ช่วงล่างในฝัน” ที่ไม่มีอยู่จริง ว่านุ่มนวล ราบเรียบ ดุจนั่งอยู่บน “พรมวิเศษ” ที่แม้จะเอาแก้วน้ำที่มีน้ำอยู่เกือบเต็ม มาตั้งไว้ในรถ ก็จะไม่กระฉอกออกมาเลย บัดนี้ได้กลายเป็นเรื่องจริงไปแล้วครับ
ยังมีระบบอัจฉริยะอีกหนึ่งระบบ ที่ NIO ให้มากับรุ่น ET9 คือ ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (AUTONOMOUS DRIVING SYSTEM) หรือในชื่อย่อว่า ADS ที่ใช้เซนเซอร์ถึง 31 ตัว รอบรถ และกล้องถ่ายภาพรอบทิศ 360 องศา ประมวลผลด้วยชิพสมรรถนะสูง ในการนำทางรถนี้ ฝ่าการจราจรในทุกสภาพอย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องพึ่งพาการมีส่วนร่วมของมนุษย์แต่อย่างใดทั้งสิ้น ซึ่งแม้จะยังไม่ถึงขั้นทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ก็ต้องนับว่า ระบบนี้ของ NIO อยู่ในระดับแถวหน้าของโลก นอกจากนี้ ET9 ยังเป็นรถไฟฟ้ารุ่นแรกของโลก ที่ใช้ระบบไฟฟ้าระดับ 900 โวลท์ อีกด้วย
ติดตามต่อฉบับหน้าครับ











