“MG โชคดีที่เข้าตลาดมาก่อน จึงได้เปรียบเรื่อง ภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ รวมถึงเครือข่ายการบริการ”
“ฟอร์มูลา” สัมภาษณ์พิเศษ พงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ฟอร์มูลา : จากจุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน MG มีพํมนาการอย่างไร ?
พงษ์ศักดิ์ : MG ประเทศไทย เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2013 เปิดตัวรถยนต์รุ่นแรก MG6 (เอมจี6) ในปี 2014 รุ่น MG6 (เอมจี 6) หลังจากนั้นได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์การสร้างบแรนด์อย่างต่อเนื่อง พร้อมแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดไม่ว่าจะเป็น MG3 (เอมจี 3) ที่ออกแบบมาทั้งแบบ แฮทช์แบค, ซันรูฟ ที่มีออพชันหรู ราคาเหมาะสม จนกระทั่งปี 2017 เปิดโรงงานผลิต พร้อมแนะนำ MG ZS (เอมจี เซดเอส) ที่มาพร้อมระบบ I-SMART ระบบการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก จนมาถึงปี 2019 เปิดตัว ZS EV (เซดเอส อีวี) รถยนต์ไฟฟ้า 100 % ทำให้ลูกค้ายอมรับกว้างขวางมากยิ่งขึ้น จนถึงปัจจุบันมีรถจำหน่ายมากกว่า 20 โมเดล และที่สำคัญในปี 2024 เป็นปีที่ MG ครบรอบ 100 ปี ได้นำ MG CYBERSTER (เอมจี ไซเบอร์สเตอร์) เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย พร้อมประกาศนโยบาย LIFE TIME WARRANTY การรับประกันคุณภาพตลอดอายุการใช้งาน สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น MG4 (เอมจี 4), MG MAXUS 7 (เอมจี แมกซัส 7), MG MAXUS, MG CYBERSTER, MG IM6 (เอมจี ไอเอม 6) และ MG S5 (เอมจี เอส 5) โดยจะรับประกันแบทเตอรีแรงเคลื่อนสูง (HIGH-VOLTAGE BATTERY) ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน (ELECTRIC DRIVE UNIT) และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อน (POWER ELECTRIC BOX) ตลอดอายุการใช้งาน
ฟอร์มูลา : รถรุ่นใดที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ?
พงษ์ศักดิ์ : MG ZS ประสบความสำเร็จทั้งด้านภาพลักษณ์ และยอดจำหน่าย อีกทั้งยังผลิตส่งออกไปยังยุโรป จนกระทั่งมีรุ่น MG ZS EV เพิ่มขึ้นมา ซึ่งเป็นการแจ้งเกิดรถประเภทเอสยูวีของเรา
ฟอร์มูลา : คุณวางแผนนโยบาย และทิศทางสำหรับปีนี้ไว้อย่างไร ?
พงษ์ศักดิ์ : อุตสาหกรรมยานยนต์ปีนี้ น่าจะมีโอกาสเติบโตได้บ้างเล็กน้อย หลังจากตกต่ำสุดๆ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยปี 2025 มียอดขายรวมแค่ประมาณ 570,000 คัน คาดว่าปีนี้น่าจะอยู่ที่ 600,000 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 5-10 % ตลาดที่ตกเมื่อปีที่แล้วจะเป็นรถพิคอัพ ที่ลดลงประมาณ 10-15 % ส่วนรถยนต์นั่งเติบโตเล็กน้อยจากรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปีนี้พิคอัพน่าจะค่อยๆ ฟื้นตัว ส่วนรถไฟฟ้าเติบโตเพราะลูกค้าให้ความสนใจมากขึ้น เป็นโอกาสของ MG ที่ยังมีรถในตลาดเป็นตัวเลือก ถึงแม้จะมีบแรนด์ใหม่เข้ามาในตลาด สรุปแล้วปีนี้ยังคงมีการแข่งขันรุนแรง รถใหม่เปิดตัวต่อเนื่อง สงครามราคายังคงอยู่ โดย MG ตั้งเป้ายอดขายรวมประมาณ 26,000-27,000 คัน
สำหรับเศรษฐกิจ ยังไม่มีอะไรชัดเจน ต้องรอรัฐบาลใหม่ และเศรษฐกิจโลกคาดว่าจะดีขึ้นเล็กน้อย หรือทรงตัว ไม่น่าจะต่ำไปกว่านี้ ดูจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย อินเดีย เวียดนาม และจีน ที่มีอัตราการเติบโต 4-5 %
MG ประเทศไทย มียอดขายภายในประเทศ และส่งออกรวม 35,872 คัน ในปี 2025 หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 44 % เมื่อเทียบกับปีก่อน ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของ MG ในตลาดรถยนต์เมืองไทย และเน้นย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะตลาดเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของบแรนด์ในภูมิภาคอาเซียน ด้านการผลิต MG ได้ดำเนินการผลิตชดเชยตามเงื่อนไขของนโยบายการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 ครบ 100 % แล้วตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความพร้อมด้านการผลิต และการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ พร้อมตอกย้ำสถานะของ MG ในฐานะหนึ่งในผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และยานยนต์พลังงานใหม่ของประเทศไทย
ฟอร์มูลา : ทิศทางของรถยนต์พลังงานใหม่เป็นอย่างไร ?
พงษ์ศักดิ์ : รถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนยังมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าผู้ผลิตจากประเทศจีนที่มีโรงงานอยู่ในประเทศไทยก็จะหาทางเลือกใหม่ เพื่อเจาะตลาด และเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์สันดาปที่ในไทยยังแข็งแรงอยู่ อาจจะเป็น ไฮบริด, EREV ที่ทำให้ลูกค้าสนใจมากขึ้น
นอกจากนี้ จะมีการแนะนำระบบอัตโนมัติช่วยเรื่องการขับขี่มากขึ้น เช่น ADAS ซึ่งรถญี่ปุ่นยังไม่มี ส่วนเรื่องดีไซจ์นไม่ต้องห่วง ปัจจุบันจีนไม่ได้ด้อย มีเรื่องเดียว คือเรื่องของความคงทน สำหรับ MG ที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มทำตลาด พยายามสร้างการเติบโตทั้งในเรื่องของผลิตภัณฑ์ เครือข่ายผู้จำหน่าย บริการหลังการขาย แต่สำหรับรถจากจีนอื่นๆ จะมีปัญหาเรื่องการขยายเครือข่าย
MG โชคดีที่เข้าตลาดก่อน ได้สร้างเครือข่าย ภาพลักษณ์ ความคงทน ความน่าเชื่อถือ รวมถึงการรับประกัน ซึ่งมีหลายบแรนด์ต้องการลอกเลียนแบบ แต่ยังทำไม่ได้ เราทำก่อนจึงเหนือกว่า เราเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค คุณภาพการบริการ ความพร้อมของอะไหล่ เรื่องอื่นๆ ของบแรนด์ก็ดีกว่าทุกด้าน
รถไฟฟ้าบแรนด์ใหม่จากจีนมีจุดอ่อนเรื่องการบริการที่ไม่ทั่วถึง ดังนั้น กำไรเรื่องบริการจึงต่ำ ถือเป็นจุดอ่อน เพราะคนลงทุนจะกังวลเรื่องการสร้างรายได้ แต่สำหรับ MG มีรถหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น น้ำมัน ไฟฟ้า เรามีรถสะสมในตลาดอยู่พอสมควร ปัจจุบันรถยนต์รุ่นเก่าๆ ไม่ว่าจะเป็น MG6, GS, MG3 ก็ยังเข้ามาใช้บริการในศูนย์บริการอยู่
ฟอร์มูลา : คุณมองเรื่องสงครามราคาในไทยอย่างไร ?
พงษ์ศักดิ์ : คิดว่าน่าจะยังมีอยู่ แต่เบาบางลง บแรนด์ใหม่อาจยังต้องใช้กลยุทธ์นี้เพื่อสร้างตลาด สร้างลูกค้า แต่หลังจากนั้น จะอยู่รอดหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้า และบริการ
ฟอร์มูลา : ปีนี้จะมีรถรุ่นใหม่หรือไม่ ?
พงษ์ศักดิ์ : MG จะมีรุ่นใหม่ต่อเนื่อง เช่น IM ก็จะมี IM5 (ไอเอม 5) ปีนี้ แล้วถ้ามีรุ่นใหม่ที่เหมาะกับตลาดไทย เป็นไปตามคอนเซพท์ที่วางไว้ ถ้าเป็นพรีเมียม สามารถซีบียูได้ สร้างบแรนด์ได้จะแนะนำ แต่ถ้าเป็นแมสส์ เราจะมองเรื่องการผลิต พร้อมกันนี้ เรามีแผนที่จะผลิตรุ่นใหม่ รวมถึงเทคโนโลยีไฮบริด ฟูลล์ไฮบริด โดยต้นทุนการผลิตที่ได้เปรียบ เมื่อเทียบกับบแรนด์อื่นที่ทำไมล์ด์ไฮบริด
ฟอร์มูลา : จุดเด่นที่ทำให้ MG ประสบความสำเร็จคืออะไร ?
พงษ์ศักดิ์ : MG มีความเป็นเอกลักษณ์บแรนด์ยุโรป ด้วยดีไซจ์น UNIVERSITY COLLEGE OF LONDON ที่อยู่ในระดับโกลบอล และอยู่ที่ยุโรป นอกจากนี้ คือเรื่องคุณภาพ เนทเวิร์ค การวารันตีที่น่าเชื่อถือ
ฟอร์มูลา : มาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์จากภาครัฐ คุณคิดว่าควรมีอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ?
พงษ์ศักดิ์ : วันนี้เรื่องระบบภาษีสรรพสามิตชัดเจนอยู่แล้ว ซึ่งมีรายละเอียดที่แบ่งประเภทรถต่างๆ ออกมาอย่างชัดเจน พร้อมเน้นเรื่อง CO2 ทิศทางที่พยายามให้รถยนต์ผลิตมลพิษน้อยลง ใครทำก็จะจ่ายภาษีน้อย แต่อาจจะไม่ถูกใจทุกคน แต่ถ้ามองภาพรวมถือว่าถูกต้องแล้ว MG พร้อมเดินตามนโยบาย
ฟอร์มูลา : เป้าหมายทิศทางในระยะ 3-5 ปี วางไว้อย่างไร ?
พงษ์ศักดิ์ : เราตั้งเป้าเป็นบแรนด์ 1 ใน 3 อันดับแรกของตลาด ซึ่งต้องมีส่วนแบ่ง 10 % โดยขณะนี้ ส่วนแบ่งการตลาดของราอยู่ระหว่าง 4-5 %

