ต้อนรับปีที่ 51 ของ “สื่อสากล” ด้วยรถสายพันธุ์เยอรมันล้วนๆ มีทั้งรถเก๋งซีดาน รถเก๋งคูเป รถเก๋งตรวจการณ์ และรถกิจกรรมกลางแจ้ง มีทั้งรถติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน รถติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล และรถพลังไฟฟ้าล้วนๆ ไม่มีการติดตั้งเครื่องยนต์ใดๆ เป็นผลงานของผู้ผลิตรถยนต์เยอรมันรวม 3 ราย คือ AUDI (เอาดี) MERCEDES (เมร์เซเดส) และ VOLKSWAGEN (โฟล์คสวาเกน)
เปิดระเบียงด้วยผลงานใหม่ของค่าย “ดาวสามแฉก” ที่คนรักรถในประเทศไทยคุ้นเคยกันดีมานมนาน เพราะวิ่งอยู่เกลื่อนกลาดตามท้องถนน คือ รถเก๋งระดับหรูขนาดเล็กกะทัดรัดติดป้ายชื่อ MERCEDES-BENZ C-CLASS (เมร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาสส์)
รถเล็กอนุกรมนี้อยู่ในสายการผลิตมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ และขายทั่วโลกไปแล้วมากกว่า 10 ล้านคัน รถรุ่นแรกซึ่งมีรหัสโรงงาน W202 เริ่มการจำหน่ายเมื่อปี 1993 ในฐานะตัวตายตัวแทนของรถ MERCEDES-BENZ 190 (เมร์เซเดส-เบนซ์ 190) รหัสโรงงาน W201 ที่อยู่ในสายการผลิตระหว่างปี 1982-1993 รถรุ่นแรกนี้มีตัวถังให้เลือกใช้ 2 แบบ คือ ตัวถัง 4 ประตูซีดาน กับตัวถัง 5 ประตูตรวจการณ์ และอยู่ในสายการผลิตประมาณ 10 ปี จึงมีรถรุ่นใหม่มาแทนที่
รถรุ่นที่ 2 ซึ่งมีรหัสโรงงาน W203 และอยู่ในสายการผลิตระหว่างปี 2000-2010 เพิ่มตัวถังเป็น 3 แบบ คือ ตัวถัง 4 ประตูซีดาน ตัวถัง 5 ประตูตรวจการณ์ และตัวถัง 3 ประตูลิฟท์แบค รถรุ่นที่ 3 W204 ซึ่งเปิดตัวที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวา เมื่อเดือนมีนาคม 2007 และอยู่ในสายการผลิตจนถึงปี 2015 มีตัวถังให้เลือกถึง 4 แบบ คือ ตัวถัง 4 ประตูซีดาน ตัวถัง 5 ประตูตรวจการณ์ ตัวถัง 3 ประตูลิฟท์แบค และตัวถัง 2 ประตูคูเป รถรุ่นที่ 4 W205 ซึ่งเปิดตัวที่งานมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ เมื่อเดือนมกราคม 2014 และอยู่ในสายการผลิตจนถึงปี 2021 ก็มีตัวถังรวม 4 แบบเหมือนรถรุ่นที่ 3 แต่ตัดตัวถัง 3 ประตูลิฟท์แบคออกไป แล้วแทนที่ด้วยตัวถัง 2 ประตูเปิดประทุน
รถรุ่นปัจจุบันซึ่งเป็นรุ่นที่ 5 รหัสโรงงาน W206 เปิดตัวในสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อเดือนธันวาคม 2021 มีตัวถังเพียง 2 แบบเหมือนรถรุ่นแรก คือ ตัวถัง 4 ประตูซีดาน กับตัวถัง 5 ประตูตรวจการณ์ และเป็นรุ่นแรกที่มีรถฐานล้อยาวกับรถติดตั้งระบบ MILD HYBRID (ไมล์ด์ ไฮบริด) หรือไฮบริดแบบอ่อน ให้เลือกใช้ด้วย รถซีดานฐานล้อมาตรฐานมีขนาดตัวถัง ยาว 4.751 ม. กว้าง 1.820 ม. สูง 1.438 ม. และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ ต่ำสุด 0.24 ส่วนรถตรวจการณ์มีขนาดตัวถัง ยาว 4.751 ม. กว้าง 1.820 ม. สูง 1.455 ม. และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ ต่ำสุด 0.27
ตามข้อมูลก่อนจบครึ่งแรกของปี 2026 รถรุ่นที่ 5 ทั้งตัวถังซีดาน และตัวถังตรวจการณ์ มีขุมพลังขับเคลื่อนให้เลือกใช้ถึง 4 แบบ คือ (1) ระบบขับซึ่งใช้เครื่องยนต์เบนซินทำงานร่วมกันกับระบบ MILD HYBRID (2) ระบบขับซึ่งใช้เครื่องยนต์ดีเซลทำงานร่วมกันกับระบบ MILD HYBRID (3) ระบบขับ PLUG-IN HYBRID หรือไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ ซึ่งใช้เครื่องยนต์เบนซินทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า (4) ระบบขับ PLUG-IN HYBRID หรือไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ ซึ่งใช้เครื่องยนต์ดีเซลทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า
ส่วน MERCEDES-BENZ C-CLASS รุ่นใหม่ล่าสุดที่นำเรื่องราวมาเปิด “ระเบียงรถใหม่” เริ่มต้นปีที่ 51 ของ “สื่อสากล” นี้ ไม่ใช่รถรุ่นที่ 6 แต่เป็นรถรุ่นที่ 5 ที่ได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่ เพิ่งเปิดตัวผ่านสื่อต่างๆ เมื่อวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2026 และวันถัดมาก็เริ่มการจำหน่ายในเมืองเบียร์
รถรุ่นใหม่นี้ก็มีตัวถังเพียง 2 แบบ เหมือนรถก่อนการปรับปรุง ความยาว และความกว้างตัวถังเท่าเดิม แต่ความสูงเปลี่ยนไปเล็กน้อย คือ ตัวถัง 4 ประตูซีดาน 5 ที่นั่ง ยาว 4.766 ม. กว้าง 1.820 ม. และสูง 1.438-1.442 ม. ส่วนตัวถัง 5 ประตูตรวจการณ์ 5 ที่นั่ง ยาว 4.766 ม. กว้าง 1.820 ม. และสูง 1.455-1.458 ม. ทั้ง 2 ตัวถังมีช่วงฐานล้อยาว 5.865 ม. เท่ากัน
ค่าย “ดาวสามแฉก” เรียกรถรุ่นใหม่นี้ว่า MINI S-CLASS (มีนี เอส-คลาสส์) หรือรถ S-CLASS ขนาดมีนี และบอกว่ามีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในหลายๆ จุด ทั้งที่มองเห็นได้ และที่มองไม่เห็น รูปทรงองค์เอวไม่มีอะไรผิดแผกจากรถก่อนการปรับปรุง ที่เปลี่ยนไปมาก และเห็นได้อย่างชัดเจน คือ หน้าตาของตัวรถ เพราะทั้งดวงโคมไฟหน้า และแผงกระจังหน้าล้วนออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด ภายในห้องโดยสาร สิ่งที่เห็นได้ชัดว่าเปลี่ยนไป คือ พวงมาลัย ที่เปลี่ยนไปเช่นกันแต่มองไม่เห็นก็คือ INFOTAINMENT (อินโฟเทนเมนท์) หรือระบบสื่อสารบันเทิงรุ่นใหม่ ซึ่งมีระบบ CHATGPT (แชทจีพีที) GOOGLE GEMINI (กูเกิล เจมีไน) และ MICROSOFT BING AI (ไมโครซอฟท์ บิง เอไอ) ที่สั่งการด้วยเสียงอยู่ด้วย ทำให้สามารถตอบคำถามที่ซับซ้อนได้ดีกว่าเดิม
รถที่เริ่มการจำหน่ายไปแล้ว ทั้งตัวถังซีดาน และตัวถังตรวจการณ์ มีระบบขับให้เลือกรวม 3 แบบ คือ (1) ระบบขับที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินทำงานร่วมกันกับระบบ MILD HYBRID (2) ระบบขับซึ่งใช้เครื่องยนต์ดีเซลทำงานร่วมกันกับระบบ MILD HYBRID (3) ระบบขับ PLUG-IN HYBRID หรือไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ ซึ่งใช้เครื่องยนต์เบนซินทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า และมีรถให้เลือกรวม 10 โมเดล ทุกโมเดลให้กำลังสูงขึ้นแต่มีค่าไอพิษต่ำลง ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน EURO 7 ซึ่งกำลังจะเริ่มมีผลบังคับใช้
รถ 10 โมเดลที่ว่านี้ เป็นรถที่ใช้ระบบขับแบบ (1) รวม 4 โมเดล คือ MERCEDES-BENZ C 200/MERCEDES-BENZ C 250/MERCEDES-BENZ C 250 4MATIC/MERCEDES-BENZ C 300 เป็นรถที่ใช้ระบบขับแบบ (2) รวม 3 โมเดล คือ MERCEDES-BENZ C 200 D/MERCEDES-BENZ C 250 D/MERCEDES-BENZ C 250 D 4MATIC และเป็นรถที่ใช้ระบบขับแบบ (3) รวม 3 โมเดล คือ MERCEDES-BENZ C 300 E/MERCEDES-BENZ C 300 E 4MATIC/MERCEDES-BENZ C 400 E 4MATIC รายละเอียดของรถแต่ละโมเดล ปรากฏในตารางหน้าขวามือ
เฉพาะโมเดลเริ่มต้น MERCEDES-BENZ C 200 เป็นรถขับเคลื่อนล้อหลัง ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดตรง 4 สูบเรียง 1,999 ซีซี 130 กิโลวัตต์/177 แรงม้า พร้อมระบบ MILD HYBRID 48 โวลท์ 17 กิโลวัตต์/23 แรงม้า และระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ ค่าตัวรวมภาษีผู้บริโภคร้อยละ 19 ของเยอรมนี ตัวถังซีดานเริ่มต้นที่ 48,844 ยูโร หรือประมาณ 1.90 ล้านบาทไทย (เมื่อคิดว่าเงินฝรั่ง 1 ยูโร แลกได้ด้วยเงินไทย 39 บาทถ้วน) ตัวถังตรวจการณ์แพงกว่ากันนิดหน่อย คือ เริ่มต้นที่ 50,391 ยูโร หรือประมาณ 1.97 ล้านบาทไทย
ส่วนโมเดลหัวกะทิ MERCEDES-BENZ C 400 E 4MATIC เป็นรถขับเคลื่อนทุกล้อ ติดตั้งระบบขับ PLUG-IN HYBRID ซึ่งใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดตรง 4 สูบเรียง 1,999 ซีซี ทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า 100 กิโลวัตต์/136 แรงม้า และระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ ได้กำลังรวมสูงสุด 290 กิโลวัตต์/395 แรงม้า และวิ่งด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ได้ไกล 100 กม. เมื่อชาร์จไฟเต็ม และวัดตามมาตรฐาน WLTP ราคาค่าตัวรวมภาษีผู้บริโภคร้อยละ 19 ของเยอรมนี ตัวถังซีดานเริ่มต้นที่ 73,548 ยูโร หรือประมาณ 2.87 ล้านบาทไทย ส่วนตัวถังตรวจการณ์เริ่มต้นที่ 75,095 ยูโร หรือประมาณ 2.93 ล้านบาทไทย
MERCEDES-BENZ C-CLASS

