รู้ลึกเรื่องรถ
ย้อนรอย 8 ทศวรรษ FORMULA 1 กับกติกาที่เปลี่ยนไม่หยุด (ตอน 1)
รถแข่งสูตร 1 หรือฟอร์มูลา วัน (F1) ถือเป็นรถแข่งที่วิ่งเร็วที่สุดบนผืนปฐพี และอยู่ในจุดสูงสุดของโลกมอเตอร์สปอร์ทมาตั้งแต่ปี 1950
การแข่งขันรถสูตร 1 เพื่อชิงรางวัลใหญ่ หรือกรองด์ปรีซ์ (GRAND PRIX เป็นภาษาฝรั่งเศส ส่วนภาษาอังกฤษ คือ GRAND PRIZE หรือรางวัลใหญ่) นั้นผู้ครองตำแหน่งแชมพ์โลกจะต้องทำคะแนนสะสมตลอดทั้งฤดูกาลสูงสุด โดยกติกาถูกกำหนดขึ้นในปี 1946 ซึ่งเป็นปีแรกหลังจบสงครามโลก ครั้งที่ 2 แม้ว่าก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 2 เราได้มีการจัดการแข่งขันรถยนต์กันมานานแล้ว แต่เป็นการแข่งระดับประเทศเป็นหลัก อาทิ รายการ MILLE MIGLIA (การแข่งขัน 1,000 ไมล์) ที่จัดขึ้นที่ประเทศอิตาลี รวมถึงการแข่งขันที่จำกัดอยู่ในทวีป อาทิ รายการ EUROPEAN CHAMPIONSHIP เป็นต้น
ปี 1946 เป็นปีที่เริ่มบัญญัติกติกาการแข่งขันเก็บคะแนนชิงแชมพ์โลก แต่จุดเริ่มจริงๆ คือ ปี 1950 โดยเก็บคะแนนจากสนามแข่งชั้นนำของโลกในช่วงเวลานั้นรวม 7 สนาม
รายการแรก คือ BRITISH GP จัดขึ้นที่สนาม SILVERSTONE ประเทศอังกฤษ ซึ่งดัดแปลงมาจากสนามบินเก่ายุคสงครามโลก ครั้งที่ 2 และในวงการถือว่าที่นี่ คือ สนามแห่งจิตวิญญาณของการแข่งขันรถสูตร 1 ส่วนอีก 6 สนาม อยู่ในประเทศต่างๆ ในยุโรป และสหรัฐอเมริกา อาทิ สนามแข่งที่จัดบนถนนในเมือง MONACO สนามที่คดเคี้ยวสุดท้าทาย SPA-FRANCORCHAMPS ประเทศเบลเยียม ที่ยังคงท้าทายมาจนถึงทุกวันนี้ และเพื่อให้ดูเป็นการแข่งระดับสากลที่แท้จริง พวกเขาจึงข้ามน้ำข้ามทะเลไปแข่งยังสนาม INDIANAPOLIS MOTOR SPEEDWAY ในสหรัฐอเมริกาด้วย
นักแข่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคแรกของการแข่งขัน F1 คือ JUAN MANUEL FANGIO (ฮวน มานูเอล ฟังโจ) นักแข่งอาร์เจนไตน์ ที่ในยุคทศวรรษที่ 50 เขาสามารถคว้าตำแหน่งแชมพ์โลกได้ติดต่อกันถึง 5 สมัย ไม่มีใครทำลายสถิตินี้ลงได้กว่า 46 ปี โดยคนที่ทำลายสถิตินี้ลงได้ คือ MICHAEL SCHUMACHER (มิคาเอล ชูมาเคร์) ในฤดูกาลปี 2003 ที่เขาคว้าแชมพ์สมัยที่ 6
นอกจากรางวัลสุดยอดนักขับแล้ว ยังมีอีกรางวัลที่มีคุณค่าไม่แพ้กันก็คือ รางวัลผู้ผลิตยอดเยี่ยม หรือ CONSTRUCTORS CHAMPIONSHIP ที่มอบให้ทีมผู้ผลิตที่ทำคะแนนสะสมสูงสุด โดยรางวัลนี้ถูกคิดค้นขึ้นในปี 1958
สำหรับตัวรถแข่ง ผู้จัดกำหนดให้แต่ละทีมจะต้องใช้รถที่มีความสูสีกัน แต่แน่นอนว่า ในกติกาเดียวกัน ผู้ผลิตที่มีทักษะสูงกว่า ย่อมสามารถผลิตรถแข่งที่ดีกว่าขึ้นมาได้ โดยรถในยุคแรกนั้นสามารถมีความจุกระบอกสูบได้มากถึง 4.5 ลิตร หรือจะใช้เครื่อง 1.5 ลิตร พ่วงระบบอัดอากาศซูเพอร์ชาร์เจอร์ก็ได้ ซึ่งภายใต้กติกานี้จะทำแรงม้าได้ราว 312 กิโลวัตต์/425 แรงม้า
ต่อมา กติกายุคทศวรรษที่ 50 ได้ถูกปรับเปลี่ยนในปี 1954 กลายเป็นรถทุกคันต้องใช้เครื่องยนต์ ความจุ 2.5 ลิตร ไม่มีระบบอัดอากาศ ซึ่งจะให้กำลังราว 213 กิโลวัตต์/290 แรงม้า เท่านั้น แม้แรงม้าจะลดลง แต่หากคำนวณจากความจุแล้วจะพบว่า เครื่องยนต์ความจุ 4.5 ลิตร ให้กำลัง 425 แรงม้า เท่ากับ 94 แรงม้า/ลิตร ขณะที่เครื่องยนต์ความจุ 2.5 ลิตร ให้กำลัง 290 แรงม้า เท่ากับ 116 แรงม้า/ลิตร เลยทีเดียว
รถ และนักแข่งผู้คว้าตำแหน่งแชมพ์โลกในฤดูกาล 1950 คือ ALFA ROMEO 158 (อัลฟา โรเมโอ 158) เครื่องยนต์ วี 8 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร พ่วงซูเพอร์ชาร์เจอร์ ขับโดย GIUSEPPE FARINA (จูเซปเป ฟารีนา) รูปลักษณ์ของรถในยุคแรกนั้น เป็นรถแข่งล้อเปิด แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นรถที่ใช้เครื่องยนต์วางหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง (การแข่งขันฤดูกาล 1950 พระองค์เจ้าพีระฯ ก็ยังร่วมการแข่งขันโดยใช้รถแข่ง MASERATI (มาเซราตี) รุ่น 4CLT/48 เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงเป็นรถคู่พระทัย) โดยเริ่มเปลี่ยนมาใช้รูปแบบเครื่องยนต์วางกลางลำ ช่วงปี 1957 หลังจากที่เห็นรถแข่งสัญชาติอังกฤษอย่าง COOPER CAR COMPANY (คูเพอร์ คาร์ คอมพานี) ที่ขับโดย SIR STERLING MOSS (เซอร์ สเตอร์ลิง มอสส์) นักแข่งคนดังของอังกฤษ ซึ่งด้วยรูปแบบใหม่นี้ ช่วยให้เขาคว้าแชมพ์โลกฤดูกาล 1958 และนักแข่งอีกคน คือ JACK BRABHAM (แจค บราแบม) ใช้รถแข่ง COOPER CAR COMPANY คว้าแชมพ์ฤดูกาล 1959 และ 1960
แน่นอนว่า ผู้ผลิตแต่ละทีมต่างพยายามค้นคว้าหาทางเพื่อไปให้ได้เร็วกว่าอยู่เสมอ บ่อยครั้งเป็นการหยิบเอาสิ่งที่กติกาไม่ได้ห้ามไว้มาใช้ ดังนั้น กฎกติกาของการแข่งขันจึงต้องปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความได้เปรียบเสียเปรียบ และเพื่อความปลอดภัย รวมถึงเพื่อให้การแข่งขันมีความสนุกสนานยิ่งขึ้น เรามาดูกันว่า การปรับกติกาในรอบเกือบ 8 ทศวรรษ มีเรื่องใดที่ส่งผลต่อการแข่งขันมากที่สุด
ความเปลี่ยนแปลงฤดูกาล
ฤดูกาล 1961
ผลจากชัยชนะของรถเครื่องกลางลำในฤดูกาล 1958 ถึง 1960 ส่งผลให้ฤดูกาล 1961 รถทุกคันปรับมาใช้รูปแบบเครื่องวางกลางลำ ปิดฉากยุคของรถแข่งเครื่องวางหน้าลงอย่างสมบูรณ์ ส่วนด้านกติกานั้นจะมีการยกเลิกเครื่องยนต์ความจุ 2.5 ลิตร และหันไปใช้เครื่องยนต์ความจุ 1.5 ลิตร ไม่มีระบบอัดอากาศ แต่กำหนดน้ำหนักต่ำสุดไว้ห้ามต่ำกว่า 450 กก. โดยรถที่ครองความยิ่งใหญ่แห่งยุค ได้แก่ แชมพ์โลก 7 สมัย อย่าง FERRARI 156 SHARKNOSE (แฟร์รารี 156 ชาร์คโนส) หรือจมูกฉลาม ที่ใช้เครื่องยนต์แบบ วี 6 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร วางกลางลำ ตัวถังผอมดูคล้ายกับตอร์ปิโด แต่มาพร้อมระบบอากาศพลศาสตร์ที่ยอดเยี่ยม ทำให้มันเร็วกว่ารถคันอื่นๆ ถึง 20 กม./ชม. แต่สิ่งที่สังเกตได้ คือ รถในยุคนั้นยังไม่มีการใช้ปีก หรือสปอยเลอร์ เพื่อสร้างแรงกดอากาศ เพราะพวกเขาเน้นเพียงการแหวกผ่านอากาศให้รวดเร็วที่สุดเท่านั้น
ฤดูกาล 1983 ยุครถใต้ท้องเรียบ (FLAT BOTTOMED CARS)
ช่วงกลางทศวรรษที่ 60 บรรดาทีมแข่งเริ่มตระหนักแล้วว่า การจะทำความเร็วต่อรอบให้ได้ดีที่สุด ต้องทำให้รถเข้าโค้งได้เร็ว และระบบอากาศพลศาสตร์ที่ช่วยสร้างแรงกด คือ หัวใจแห่งความสำเร็จ ดังนั้น เราจะเห็นรถแข่งสูตรหนึ่ง เริ่มติดตั้งปีก หรือสปอยเลอร์ เพื่อสร้างแรงกดอากาศ และพวกเขาขึ้นสู่จุดสูงสุดของอากาศพลศาสตร์ใน ปี 1977 เมื่อทีมแข่ง LOTUS (โลทัส) ได้นำเสนอเทคนิค GROUND EFFECT ที่ใต้ท้องสามารถสร้างแรงดันลบ (NEGATIVE PRESSURE) จากการทำงานร่วมกันของท้องรถที่มีรูปร่างคล้ายปีกเครื่องบิน กับสเกิร์ทข้าง (SIDE SKIRT) ที่กักไม่ให้อากาศไหลออกด้านข้าง ส่งผลให้ตัวรถถูกดูดติดกับพื้นทแรคเมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูง ทำให้สามารถเข้าโค้งได้ด้วยความเร็วสูงกว่ารถของทีมอื่นมาก
จุดสังเกต คือ รถแข่ง LOTUS ยุคนั้นจะมี SIDE POD หรือกล่องข้างตัวยาวจากล้อหน้าไปจรดล้อหลัง ซึ่งเป็นพื้นที่ของระบบ GROUND EFFECT นั่นเอง
แม้ระบบ GROUND EFFECT จะช่วยให้รถเกาะถนน แต่หากขณะเข้าโค้ง ใต้ท้องรถเกิดยกตัวขึ้น จากการปีนขอบทแรค ตัวรถจะสูญเสียแรงยึดเกาะทันที ทำให้ผู้จัดการแข่งขันออกกติกาว่า ตัวรถจะต้องมีความสูงจากพื้นอย่างน้อย 6 ซม. เพื่อมิให้เกิดระบบ GROUND EFFECT แต่ในเมื่อเหล่าผู้ผลิตได้รู้ถึงศักยภาพการเกาะถนนของระบบนี้ พวกเขาจึงยังแอบใช้มันอยู่ อาทิ รถแข่ง LOTUS 88 มาพร้อมกลไกที่สามารถย่อตัวถังด้านนอกของรถลงได้ขณะที่ใช้ความเร็ว แต่เมื่อกลับเข้าพิทมาตรวจสอบ ตัวรถก็จะมีความสูงไม่ต่ำกว่า 6 ซม. ตามกติกา ซึ่งแน่นอนว่า คณะกรรมการสังเกตเห็น และสั่งแบนรถรุ่นนี้ก่อนลงแข่งขัน
ดังนั้น เพื่อตัดปัญหาเรื่อง “เล่นตุกติก” เหล่านี้ ในปี 1983 คณะกรรมการการแข่งขันจึงได้ออกกฎใหม่ นั่นคือ “ใต้ท้องเรียบ” (FLAT BOTTOMED) และห้ามใช้ระบบ GROUND EFFECT โดยสิ้นเชิง ซึ่งกติกาใหม่นี้ทำให้รถเข้าโค้งช้าลงมาก รูปลักษณ์ที่เห็นได้ชัดของรถในกติกาใหม่นี้ คือ SIDE POD หายไป เนื่องจากไม่มีระบบ GROUND EFFECT ดังในภาพประกอบจะเห็นรถแข่ง BRABHAM BT52 (บราแบม บีที 52) เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ จาก BMW (บีเอมดับเบิลยู) ไม่มีทั้ง SIDE POD และระบบ GROUND EFFECT
ฤดูกาล 1989 ปิดฉากเครื่องยนต์เทอร์โบ
รถแข่งสูตรหนึ่งเปิดรับเครื่องยนต์เทอร์โบเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันในปี 1977 ด้วยเครื่องยนต์ RENAULT (เรอโนลต์) ในรถที่มีชื่อว่า RS01 (อาร์เอส 01) ที่แฟนๆ F1 ทุกคนจำได้ เพราะมันมีสีเหลืองสด แม้ว่าในช่วงแรกมันออกจะจุกจิก และพังง่าย แต่ศักยภาพนั้นเป็นที่ประจักษ์ และทำให้ผู้ผลิตรายอื่นหันมาพัฒนาเครื่องยนต์เทอร์โบ ไม่ว่าจะเป็น FERRAI (แฟร์รารี), BMW, HONDA (ฮอนดา) และ TAG-PORSCHE (แทก-โพร์เช)
เรียกว่าผู้ผลิต (เกือบ) ทุกรายหันมาใช้เครื่องยนต์ความจุ 1.5 ลิตร เทอร์โบ และในฤดูกาล 1983 ทีม BRABHAM ที่ใช้เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ จาก BMW ที่ขับโดยตำนานอย่าง NELSON PIQUET (เนลสัน ปิเกต์) สามารถคว้าตำแหน่งแชมพ์โลกมาครองได้สำเร็จ และแน่นอนว่าเครื่องยนต์เทอร์โบนั้นแรงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง โดยว่ากันว่า BMW M12/13 ที่ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ เทอร์โบ สามารถปั่นแรงม้าทะลุไปถึงระดับ 1,029 กิโลวัตต์/1,400 แรงม้า ! ในรอบควอลิฟายด์ จนทำให้คณะกรรมการจัดการแข่งขัน ต้องออกมาตรการควบคุม ด้วยการกำหนดปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้ในการแข่งขัน รวมถึงมาตรการอื่นๆ และในที่สุดก็มีการ “แบน” เครื่องยนต์เทอร์โบในปี 1989
ฤดูกาล 1994 นี่คือการแข่งของมนุษย์ ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ !
ในการแข่งขันทุกฤดูกาล ความกระหายชัยชนะ ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ต่างค้นหาเทคนิคใหม่ๆ มาใส่ในรถแข่งของตน โดยเฉพาะช่วงต้นทศวรรษที่ 90 ได้มีการนำเทคโนโลยีระบบอีเลคทรอนิคส์ และคอมพิวเตอร์มาใส่ในรถแข่ง ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นทีม WILLIAMS FW15C ในปี 1993 ที่ใช้เทคโนโลยีช่วงล่างแบบ HYDROPNEUMATIC ACTIVE SUSPENSION ที่สามารถยก หรือย่อตัวรถได้ เพื่อสร้างข้อได้เปรียบด้านแรงกดทางอากาศพลศาสตร์ นอกจากนั้น มันยังมาพร้อมกับพวงมาลัยเพาเวอร์ (POWER STEERING) รวมถึงระบบช่วยเพิ่มเสถียรภาพการยึดเกาะ (TRACTION CONTROL) ระบบเบรคเอบีเอส และเกียร์อัตโนมัติแปรผันซีวีที
แน่นอนว่า มันคว้าชัยชนะไปแบบนุ่มนวล จากการช่วยเหลือของระบบอีเลคทรอนิคส์ ทำให้มีการยกประเด็นเรื่องความเท่าเทียม และความเป็นมนุษย์ขึ้นมาถกกัน จนในปี 1994 ระบบอัจฉริยะทั้งหมดจึง “โดนแบน” พร้อมอนุญาตให้มีการเติมน้ำมันในระหว่างแข่งขันได้อีกครั้ง หลังจากที่กติกาห้ามการเติมเชื้อเพลิงถูกนำมาใช้ในปี 1983 ทำให้ทุกทีมต้องกลับไปแก้แบบรถแข่งของตัวเองทั้งหมดเพื่อใช้แข่งในฤดูกาล 1994
ฤดูกาล 1994 เป็นปีที่ MICHAEL SCHUMACHER (มิคาเอล ชูมาเคร์) กับทีม BENETTON (เบเนตตอง) เริ่มฉายแววโดดเด่นขึ้นมา และเป็นปีที่แชมพ์โลก 3 สมัย AYRTON SENNA (อาร์ยทัน เซนนา) ประสบอุบัติเหตุรุนแรงจนเสียชีวิตในรายการ SAN MARINO GP ซึ่งทำให้เรื่องความปลอดภัยของนักแข่งกลายเป็นประเด็นสำคัญ และเป็นที่มาของการออกกฎให้ตัวถังรถมีการคุ้มครองศีรษะ และต้นคอนักแข่งมากขึ้น จนกลายมาเป็นห่วงฮาโล (HALO) ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน
ฉบับหน้าเราจะมาว่ากันต่อเรื่องกติกาการแข่งรถสูตร 1 ที่เปลี่ยนแปลงในยุคศตวรรษที่ 21









