ข่าวจากสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ในโอกาส Mercedes-Benz Unimog มีอายุครบ 80 ปี จึงได้ร่วมมือกับ Hellgeth Engineering สร้างรถสเปคพิเศษ โดยเน้นความหรูหราเพิ่มจากความสามารถด้านการบุกป่าฝ่าดงที่ถูกยอมรับระดับสูง
นอกเหนือจากความสามารถด้านเส้นทางทุรกันดารที่ไม่ลดลง ยังเพิ่มความหรูหราด้วยวัสดุระดับพรีเมียม และสไตล์ที่โดดเด่นทั้งขณะลุยโคลน หรือจอดในโรงแรมหรู ภายใต้ตัวรถดีไซจ์นหรูเลิศยังคงเป็นตัวรถ Unimog โมเดล U 4032 พร้อมกับเพลาพอร์ทัล (เพลาเยื้องศูนย์), เฟรมแบบยืดหยุ่น และระบบลอคเฟืองขับ 3 ตำแหน่ง
สิ่งที่แตกต่าง คือ ขุมพลังใหม่เป็นครื่องยนต์ดีเซล OM 936 แบบ 6 สูบ ความจุ 7.7 ลิตร แทนเครื่องยนต์ดีเซลเดิมแบบ 4 สูบ ความจุ 5.1 ลิตร ให้กำลังสุทธิ 170 กิโลวัตต์/231 แรงม้า โดยเครื่องยนต์ใหม่ ให้กำลัง 220 กิโลวัตต์/300 แรงม้า ซึ่ง Mercedes ยืนยันว่าเครื่องยนต์ 6 สูบ ช่วยให้การขับเคลื่อนเป็นไปอย่างราบรื่น โดยยังคงสมรรถนะบนเส้นทางทุรกันดารระดับตำนานไม่เปลี่ยนแปลง
รูปทรงภายนอกผสมผสานความแข็งแกร่ง และความหรูหราจากรถเอสยูวีหรูของค่าย ได้รับการปรับปรุง และเพิ่มฟีเจอร์ใหม่มากมาย ตั้งแต่การปรับดีไซจ์นกริลล์หน้า, กันชน และแผงข้างตัวรถ ปรับปรุงแผงกระบะหลัง, พ่นสีเทาด้าน, เปลี่ยนมาใช้ล้อบีดลอคขนาด 20 นิ้ว และชุดไฟหน้าแบบแอลอีดีเพื่อความทันสมัย พร้อมเทคโนโลยี MirrorCam แทนที่กระจกข้าง พร้อมกับจอแสดงผลดิจิทอล เพื่อมุมมองทั้งในเส้นทางทุรกันดาร และการใช้งานในเมืองที่มีพื้นที่จำกัด ช่วยให้คนขับสามารถกะระยะได้ง่าย
ห้องโดยสารแบบ 4 ที่นั่ง บุด้วยหนังคุณภาพสูง, เดินด้ายสีตัดกับหนังหุ้ม, มีไฟแอมเบียนแอลอีดี และปูพื้นด้วยพรมหนัง เป็นการผสมผสานความหรูหรา และการใช้งานอย่างลงตัว
Mercedes-Benz Unimog ถูกผลิตขึ้นสำหรับการใช้งานด้านการเกษตรในเยอรมันหลังสิ้นสุดสงครามโลก ครั้งที่ 2 จนกระทั่งปี 1951 ค่ายดาวสามแฉกได้ซื้อกิจการ และผลิตสำหรับบริษัทด้านสาธารณูปโภค, งานกู้ภัย, งานกองทัพ ทั้งถูกใช้เป็นรถเซอร์วิศในการแข่งขันแรลลีดาการ์ โดยไม่เคยให้ความสำคัญกับความหรูหรามาก่อน
การปรับแต่ง Unimog คันนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มความหรูหราเท่านั้น แต่รถคันนี้จะถูกทดสอบโดยบริษัทลูกค้า เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับการพัฒนาในอนาคต ซึ่งหากเป็นที่ต้องการ รถกู้ภัยหรูหราคันนี้จะถูกผลิตภายใต้บริษัทลูกอีกที

