ข่าวจากประเทศจีน ระบุว่า BYD ได้เพิ่มทีมงานกว่า 5,000 คน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีระบบช่วยการขับขี่ขั้นสูง (ADAS: Advanced Driving Assistance Technology) ทั้งยังทุ่มเงินลงทุนกว่า 100 พันล้านหยวน (4.47 แสนล้านบาท) ในด้านเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะสำหรับอนาคต
เดือนกรกฎาคม 2568 ค่าย BYD เปิดตัวระบบ “God’s Eye” ซึ่งเป็นระบบนำรถเข้าจอดอัตโนมัติระดับ 4 และจะรับผิดชอบความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นอย่างเต็มจำนวน สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นในประเทศจีน
และเดือนธันวาคม 2568 พบว่าในประเทศจีนมีรถที่ติดตั้งเทคโนโลยีระบบ “God’s Eye” เกินกว่า 2.5 ล้านคัน ทำให้เกิดการขยายตัวของฐานข้อมูลของรถยนต์ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ซึ่งระบบช่วยการขับขี่สามารถสร้างข้อมูลการขับขี่ได้มากกว่า 150 ล้านกิโลเมตรในแต่ละวัน
จากข้อมูลอ้างอิงของตลาดรถยนต์ ระหว่างเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม 2568 มีการเพิ่มของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (ADAS) เพิ่มมากขึ้นถึง 62.5 %
นอกจากนั้น BYD ยังพัฒนาโซลูชัน “AI intelligent agent + world model” โดยใช้สถานการณ์เสมือนจริง ฝึกฝนให้ระบบสามารถตอบสนองกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่อาจเกิดขึ้นในขณะใช้งานจริง
BYD เห็นว่าระบบช่วยการขับขี่ และคอคพิทอัจฉริยะ นับว่าเป็นส่วนสำคัญของเทคโนโลยีระบบอัจฉริยะในรถยนต์ ทำให้รถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะเท่านั้น แต่จะเป็นสิ่งมีชีวิตระดับอัจฉริยะ ที่มีการเชื่อมต่อผ่านระบบอินเทอร์เนท ซึ่ง BYD ไม่ได้มองว่ารถยนต์ถูกใช้แค่การเดินทาง แต่เป็นถึงหุ้นส่วนชีวิต ทั้งการบูรณาการโดรน และการควบคุมบ้านอัจฉริยะ ทั้งจะผลักดันให้ระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง ให้กลายเป็นระบบมาตรฐานที่มีในรถทุกระดับ ตั้งแต่รถราคาประหยัดจนถึงรถหรูหรา ภายใต้โครงการ “ระบบขับขี่อัจฉริยะสำหรับทุกคน” (Intelligent Driving for All)

