ข่าวจากสหรัฐอเมริกา ระบุว่า รถไฟฟ้าในปัจจุบันมักจะมีแบทเตอรีขนาดใหญ่ ซึ่งมีน้ำหนักมาก จึงต้องวางที่บริเวณพื้นรถ แบทเตอรีที่มีความหนาทำให้พื้นห้องโดยสารสูง ส่งผลให้เบาะนั่งสูงขึ้นตามไปด้วย จนมีผลต่อการออกแบบแนวเส้นหลังคารถ พื้นที่วางขา และรูปทรงของตัวรถ และหากต้องการคงรูปลักษณ์ของตัวรถไว้ จะทำให้พื้นที่ในห้องโดยสารลดลงจนไม่ได้รับความสะดวกสบาย
โดยเฉพาะในรถไฟฟ้าขนาดเล็กที่มีเนื้อที่ภายในไม่มากนัก แม้มีการออกแบบอย่างชาญฉลาด แต่ยังทำให้เนื้อที่ภายในลดลง เมื่อแบทเตอรีทำให้พื้นห้องโดยสารสูงขึ้น ค่าย Toyota จึงได้ยื่นจดสิทธิบัตร เกี่ยวกับการจัดการตำแหน่งของอุปกรณ์บริเวณพื้นรถ โดยได้อธิบายถึงทางเลือกใหม่ในการจัดการตำแหน่งการวางแบทเตอรี และอุปกรณ์ต่างๆ
แทนการจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ จนซ้อนกันเป็นชั้นหนา Toyota ใช้แนวคิดใหม่ โดยให้อุปกรณ์ซ้อนกัน แต่กระจายส่วนต่างๆ ออกไป แบทเตอรียังวางอยู่ใต้พื้นห้องโดยสาร แต่อุปกรณ์อีเลคทรอนิคส์ เช่น Power Control Unit และกล่องเชื่อมต่อสายไฟ ถูกกระจายไปยังตำแหน่งอื่น แทนการซ้อนกันอยู่ในที่เดียว จนทำให้พื้นห้องโดยสารบางลง โดยแบทเตอรีมีความหนาเท่าเดิม
จากเอกสารที่ยื่นจดสิทธิบัตรจะเห็นว่า แบทเตอรียังใช้โครงสร้างนิรภัยที่ละเอียดอ่อน และทำให้ใช้สายไฟน้อยลง จัดวางอุปกรณ์กลุ่มเดียวกันอยู่ใกล้กัน ช่วยให้ใช้พื้นที่ภายในอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวคิดนี้ส่งผลให้เบาะนั่งอยู่ในตำแหน่งต่ำลง เพิ่มระยะห่างเหนือศีรษะ และพื้นที่วางขามากขึ้น โดยไม่ต้องขยายขนาดรถให้ใหญ่ขึ้น นักออกแบบจะได้อิสระในการออกแบบให้รถไฟฟ้ามีรูปทรงปราดเปรียว โดยไม่ต้องเพิ่มความสูงหลังคา หรือยกความสูงตัวรถเพื่อซ่อนความหนาของพื้นห้องโดยสาร
รถไฟฟ้าสำหรับครอบครัวจะมีเนื้อที่ใช้สอยมากขึ้น ทั้งที่นั่งแถวสอง และห้องเก็บสัมภาระ รถขนาดเล็กจะมีสัดส่วนของรูปทรงดีขึ้น ทั้งส่วนแบบแฮทช์แบค และซีดาน โดยไม่ต้องออกแบบรูปทรงให้เป็นครอสส์โอเวอร์
การจัดการพื้นห้องโดยสารที่มีความยืดหยุ่น สามารถนำไปใช้ได้กับรถหลากหลายสไตล์ ระบบส่งกำลังต่างกัน และตลาดต่างๆ จึงไม่ต้องเริ่มการออกแบบใหม่ทุกครั้ง นับว่าแนวคิดของ Toyota เป็นการให้ความสำคัญกับการเพิ่มเนื้อที่ใช้สอยที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

