บทความ
130 ปี เหตุการณ์ "ผู้เสียชีวิตคนแรกที่ถูกรถยนต์ชน" ขณะขับเร็ว 6.4 กม./ชม. !

17 สิงหาคม ค.ศ. 1896 (พ.ศ. 2439) หรือเมื่อ 130 ปีก่อน Bridget Driscoll กลายเป็นผู้เสียชีวิตคนแรกบนโลก จากการถูกรถยนต์ชนขณะเดินบนถนนHighlight
ย้อนเวลากลับไป 130 ปีก่อน ในวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ.1896 (พ.ศ.2439) ท่ามกลางความปกติในวันนั้น ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญที่ไม่มีใครในยุคนั้นคาดคิดว่าจะกลายเป็นบันทึกสำคัญของประวัติศาสตร์ยานยนต์โลก ในเมือง Crystal Palace กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ หญิงวัย 44 ปี ชื่อ Bridget Driscoll ถูกรถยนต์ชนจนเสียชีวิต
เหตุการณ์ครั้งนั้นได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ว่าเป็นการเสียชีวิตของคนเดินถนนรายแรกที่มีการบันทึกจากอุบัติเหตุรถยนต์ และ Guinness World Records ระบุชื่อของ Driscoll ไว้ในสถิติ “First person killed by a car” แต่เรื่องราวของเธอไม่ได้เป็นเพียงประวัติศาสตร์ของอุบัติเหตุครั้งหนึ่งเท่านั้น เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของปัญหาที่โลกยานยนต์ยังต้องเผชิญมาจนถึงทุกวันนี้ นั่นคือ ความปลอดภัยระหว่างรถยนต์กับคนเดินถนน
ในปี 1896 รถยนต์ยังถือเป็นเทคโนโลยีเกิดใหม่ ผู้คนจำนวนมากยังไม่คุ้นเคยกับพาหนะที่ไม่มีม้า หรือสัตว์เป็นตัวลาก รถคันที่เกิดเหตุเป็นรถของ Anglo-French Motor Carriage Company ซึ่งนำมาใช้สำหรับให้ประชาชนทดลองนั่งรถยนต์ในบริเวณ Crystal Palace คนขับชื่อ Arthur James Edsell เป็นพนักงานของบริษัท
และจากรายงานในเวลาต่อมา เขาเพิ่งขับรถยนต์ได้ประมาณ 3 สัปดาห์เท่านั้น กล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือ นี่ไม่ใช่รถยนต์ที่กำลังเดินทางด้วยความเร็วสูงบนทางหลวง แต่เป็นรถยนต์ยุคบุกเบิกที่กำลังให้บริการสาธิตแก่ผู้คน และนั่นทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยิ่งน่าสนใจ
Bridget Driscoll เดินทางมายังลอนดอนพร้อมกับ May ลูกสาววัยรุ่นของเธอ และเพื่อนอีกคนหนึ่ง เพื่อร่วมงานของคาทอลิกลีก และชมการแสดงที่ Crystal Palace ขณะที่เธอเดินอยู่บริเวณ Dolphin Terrace ภายในพื้นที่ของ Crystal Palace
รถยนต์คันหนึ่งกำลังแล่นเข้ามา ทาง Arthur Edsell คนขับให้การภายหลังว่า เขาขับรถด้วยความเร็วประมาณ 4 ไมล์/ชม. หรือราว 6.4 กม./ชม. และพยายามเตือนคนที่อยู่ด้านหน้า ทั้งการกดแตร และตะโกนเตือน แต่ Bridget Driscoll เกิดความสับสน และเดินเข้าไปในแนวทางของรถ รถได้ชนเธอล้มลง และได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเสียชีวิตในเวลาไม่นาน
รายงานหนังสือพิมพ์ในเวลานั้นสะท้อนความตกใจของสังคมอย่างชัดเจน เพราะรถยนต์ซึ่งถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของอนาคต กลับกลายเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของมนุษย์เป็นครั้งแรกที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์รถยนต์
แม้ Arthur Edsell ระบุว่าเขาขับความเร็วอยู่ประมาณ 4 ไมล์/ชม. แต่ก็ยังมีพยานบางคนให้ภาพที่แตกต่างออกไป โดยบอกว่ารถแล่นเร็วเหมือนกับม้าที่กำลังควบ แหล่งข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ความปลอดภัยทางถนนของรัฐบาลออสเตรเลียระบุว่า รถคันนี้ควรจะถูกจำกัดความเร็วไว้ที่ประมาณ 4 ไมล์/ชม. แต่มีข้อกล่าวหาว่าการปรับสายพานของรถทำให้ความเร็วเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดดังกล่าวควรถือเป็นข้อกล่าวหา และคำให้การในยุคนั้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้อย่างสมบูรณ์ แม้ในบางข้อมูล หรือคำให้การจะมีการบอกว่า “รถวิ่ง 8 ไมล์/ชม. หรือราว 13 กม./ชม.” ก็ตาม ซึ่งความเร็วที่แท้จริงยังคงเป็นประเด็นถกเถียงในการไต่สวน
หลังเกิดเหตุ มีการไต่สวนโดยเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ Percy Morrison พยานหลายคนถูกเรียกมาให้ปากคำ รวมถึงตัว Arthur Edsell เอง ก่อนที่ในท้ายสุดทางคณะลูกขุนมีคำตัดสินว่า “Bridget Driscoll เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ" หลังการสอบสวนที่ใช้เวลาราว 6 ชม.
แต่ไม่มีการดำเนินคดีอาญากับคนขับ หรือบริษัทในเหตุการณ์ครั้งนี้ มีประโยคหนึ่งจากการไต่สวนที่กลายเป็นคำพูดซึ่งถูกจดจำมาจนถึงปัจจุบัน “This must never happen again.” หรือ “เรื่องแบบนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก” คำพูดของเจ้าหน้าที่ชันสูตรในปี 1896 ฟังดูเหมือนคำเตือนธรรมดา แต่เมื่อมองย้อนกลับจากโลกในศตวรรษที่ 21 มันกลับมีความหมายอย่างน่าขนลุก เพราะแน่นอนว่า มันเกิดขึ้นอีก และเกิดขึ้นอีกนับไม่ถ้วน
นี่เป็นจุดสำคัญที่ควรแยกให้ชัดเจน ย้อนกลับไปอีก 27 ปีจากเหตุการณ์ของ Bridget Driscoll หนึ่งในกรณีที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด คือ Mary Ward ชาวไอริช ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 1869 หลังตกจากรถจักรไอน้ำที่กำลังเคลื่อนที่
ดังนั้น Guinness World Records จึงแยกความหมายเอาไว้ชัดเจนว่า Mary Ward เป็นบุคคลแรกที่เสียชีวิตจากการโดยสารยานยนต์ ขณะที่ Bridget Driscoll เป็นคนเดินถนนคนแรกที่เสียชีวิตจากการถูกรถยนต์ชน
สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Bridget Driscoll มีความหมายมากกว่าการเป็นเพียง “อุบัติเหตุครั้งแรก” มันสะท้อนให้เห็นว่า ในช่วงเริ่มต้นของยุครถยนต์ กฎเกณฑ์เกี่ยวกับรถ คนขับ และคนเดินถนนยังอยู่ในระยะตั้งต้น คนขับในยุคนั้นยังไม่ต้องผ่านระบบใบขับขี่ และการสอบแบบที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน ขณะที่สังคมเองก็ยังอยู่ระหว่างการปรับตัวเข้ากับพาหนะชนิดใหม่
รถยนต์จึงไม่ได้เพียงเข้ามาเปลี่ยนวิธีการเดินทาง แต่มันค่อยๆ เปลี่ยนความหมายของคำว่า “ถนน” จากพื้นที่ที่คนเดิน ม้า รถม้า และพาหนะต่างๆ ใช้ร่วมกัน กลายเป็นพื้นที่ที่ต้องมีการกำหนดกฎจราจร ความเร็ว สิทธิของคนเดินเท้า สัญญาณเตือน และมาตรฐานความปลอดภัย ในเวลาต่อมา สิ่งเหล่านี้จะพัฒนาเป็นระบบกฎหมาย และมาตรฐานความปลอดภัยทางถนนที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ
17 สิงหาคม 1896 Bridget Driscoll กลายเป็นชื่อแรกๆ ในประวัติศาสตร์ของ “ผู้เสียชีวิตจากรถยนต์” ไม่มีใครในวันนั้นรู้ว่าเหตุการณ์ที่ Crystal Palace จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์อีกด้านหนึ่งของรถยนต์ แม้รถยนต์เป็นเหมือนเครื่องจักรที่มอบอิสรภาพสู่โลกกว้าง พร้อมความเร็ว และการเดินทางรูปแบบใหม่ให้แก่มนุษย์ แต่อีกด้านหนึ่ง มันกลับสร้างความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่โลกไม่เคยเผชิญมาก่อน
Bridget Driscoll จึงไม่ได้เป็นเพียงเหยื่อรายแรกของรถยนต์ เธอคือหนึ่งในบุคคลที่ทำให้โลกได้เรียนรู้เป็นครั้งแรกว่า “เมื่อรถยนต์เข้ามาอยู่ร่วมกับมนุษย์ ความปลอดภัยจะต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการสำหรับรถยนต์ด้วย” และเรื่องที่น่าเศร้า คือ คำพูดของเจ้าหน้าที่ชันสูตรในวันนั้น “This must never happen again.” ยังเป็นคำเตือนที่โลกยานยนต์ต้องพยายามทำให้เป็นจริงมาจนถึงทุกวันนี้ และมันยังไม่เคยไปถึงจุดนั้นได้จริงเลย แม้วิวัฒนาการของรถยนต์จะล้ำหน้าไปไกลอย่างในยุคนี้แล้วก็ตาม
แหล่งข้อมูลสำคัญ : Guinness World Records, National Motor Museum, British Newspaper Archive, เอกสารด้านความปลอดภัยทางถนนของรัฐบาลออสเตรเลีย


